ทัพลูกยางหนุ่มไทย หลังเสร็จภารกิจบนเวทีชิงแชมป์เอเชีย เรียนรู้ข้อผิดพลาด เตรียมปรับแก้ เพื่อลุยต่อศึกสำคัญ ป้องกันแชมป์ ซีเกมส์ 2019

วอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย รูดม่านปิดฉากชิงแชมป์เอเชีย 2019 ณ ดินแดนเปอร์เซีย ด้วยอันดับ 11 มันอาจจะน่าผิดหวังในแง่ของเป้าหมาย ที่พลาดเข้ารอบ 8 ทีม แต่หากมองอีกมุม ถือว่าศึกใหญ่ระดับเอเชียหนนี้ เป็นบันไดต่อยอดชั้นดีกับเหล่าผู้เล่น

ศึกชิงจ้าวทวีปเอเชียครั้งนี้ มีเรื่องของโควต้าทีมที่จะได้สิทธิ์ไปแข่งขันวอลเลย์บอลโอลิมปิกเกมส์ 2020 รอบคัดเลือก โซนทวีปเอเชีย ช่วงต้นปีหน้า (2563) นั่นจึงทำให้ทุกชาติ ต่างจัดทัพใหญ่ส่งมาบู๊แทบทุกทีม

เป็นเวทีวัดขีดความสามารถตัวผู้เล่น

การไร้ชื่อ กิตติคุณ ศรีอุทธวงศ์ กับ จิรายุ รักษาแก้ว รวมทั้ง สราญจิต เจริญสุข ที่ได้พัก เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับดาวตบรุ่นน้อง เมื่อต้องอยู่กลุ่มสุดหินทั้ง ญี่ปุ่น (แชมป์เก่า), ไต้หวัน และ ฮ่องกง

โดย “โค้ชยุ่น” มนต์ชัย สุภจิรกุล เปิดโอกาส อมรเทพ คนหาญ, กิตติธัช นุวัตดี, อนุตร พรหมจันทร์ หรือแม้แต่ จักรพงศ์ ทองกลาง สัมผัสศึกเอเชียครั้งแรก ผนึกกำลังรุ่นพี่อย่าง กฤษฎา สมคะเน, มนตรี พ่วงลิบ, กฤษฎา นิลไสว, กิตตินนท์ นามขุนทด

ร่วมด้วยนักตบพลังหนุ่ม ทั้ง มาวิน มณีวงษ์, บุญญฤทธิ์ วงศ์ธร สองตัวเซตที่ถูกใช้เป็นสนามทดสอบในทัวร์นาเมนท์นี้ รวมถึง อนุชิต ภักดีแก้ว, จักรภพ แสงสี, จักรกฤษณ์ จันดาหัวดง, และ กันตพัฒน์ คูณมี

โค้ชยุ่น เชื่อว่าลูกทีมได้เรียนรู้จากชิงแชมป์เอเชีย

ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนท์ ทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช ค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องสมาธิของนักกีฬา เกรงว่าจะกระทบต่อการแข่งขัน สั่งเก็บโทรศัพท์มือถือหลัง 4 ทุ่ม ของทุกวัน เพราะต้องการให้พักผ่อนเต็มที่ และให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรมาทำให้วอกแวก

ความพ่ายแพ้ต่อ ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น ทำให้ชวดเข้ารอบที่สอง แต่เมื่อหล่นมาเล่นรอบจัดอันดับ 9-16 ทุกคนยังคงมุ่งมั่นเต็มที่ ซึ่งการเอาชนะ คูเวต และ อินโดนีเซีย ได้ ถือว่าสร้างความเชื่อมั่นได้มากเลยทีเดียว ทุกคนมุ่งหวังถึงการคว้าที่ 9 กลับบ้าน

ทว่าเกมดวลตบ คาซัคสถาน เพื่อเข้าไปชิงอันดับ 9 บดบี้กันสนุกยื้อเล่นถึง 5 เซต ก่อนสุดท้ายจะพ่ายไปแบบน่าเสียดาย ต้องหล่นมาแย่งอันดับ 11 กับ อินโดนีเซีย ซึ่งก่อนเกม มีเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะ หนุ่มไทย เล่น 5 เซต 2 วันติด

แต่เกมส่งท้ายทัวร์นาเมนท์ ยังไงก็ต้องเอา ยิ่งเจอคู่แข่งอาเซียนด้วยกันมันยอมไม่ได้ ซึ่งเกมพลิกไปพลิกมา ก่อนลงเอยด้วยชัยชนะของไทยด้วยสกอร์คุ้นเคย 3-2 เซต ยัดเยียดความปราชัยให้ทีมตบอิเหนา 2 ครั้งซ้อนในชิงแชมป์เอเชีย

ย้ำชัย อินโด คว้าอันดับ 11 เอเชีย

ปัญหาอาการบาดเจ็บนักกีฬา

เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอสำหรับเรื่องการบาดเจ็บ ชิงแชมป์เอเชียหนนี้ จักรกฤษณ์ จัดดาหัวดง เจ็บตั้งแต่ออกสตาร์ทนัดแรก ขณะที่ อนุชิต ภักดีแก้ว ก็มาเจ็บจากนัดแรกกับไต้หวัน กว่าทั้งคู่จะกลับมาลงเล่นได้แบบเต็มที่ก็เกมสุดท้ายของรายการ

ขณะที่ จักรภพ แสงสี จัดหนักจัดเต็มใน 2 นัดแรกกับ ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น ทำให้มีอาการตึงที่หัวไหล่ ยังดีที่มี อมรเทพ คนหาญ ทดแทน แต่เจ้าตัวยังเร่งฟิตกลับมาเป็นตัวเลือกช่วยทีมได้ทันก่อนปิดฉากทัวร์นาเมนท์ 

อีกคนที่ถือว่าน่าเสียดายไม่น้อยคือ กิตติธัช นุวัตดี ช่วงแรกๆได้โอกาสลงมาเปลี่ยนเกมบ้าง ทว่าดวงซวยต้องจะมาเจอพิษอาการบาดเจ็บเล่นงานในช่วงแมตช์ท้ายๆ เลยพลาดโอกาสช่วยทีม ทำให้เห็นลงสนามน้อยไปนิด

ต่อยอดจากชิงแชมป์เอเชีย

โฟกัสต่อไปคือ ซีเกมส์ 2019 ซึ่งการได้เผชิญหน้ากับ ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง ในรอบแรก ปะทะ คูเวต, อินโดนีเซีย รอบจัดอันดับ 9-16 รวมทั้ง คาซัคสถาน รอบจัดอันดับ 9-12 ก่อนจะมาปิดท้ายกับ อินโดนีเซีย อีกครั้ง ในการชิงอันดับ 11 ได้เห็นอะไรหลายอย่างเลยทีเดียว

ทันทีที่กลับถึงไทยเมื่อวานที่ผ่านมา (23 กันยายน) ทีมปล่อยนักกีฬาพักเพียง 2 วัน และ จะเรียกเข้าแคมป์ช่วงเย็นวันที่ 25 กันยายน เพื่อเข้าสู่การเตรียมทีม มุ่งสมาธิทุกอย่างไปที่ ซีเกมส์ 2019 ณ ประเทศฟิลิปปินส์

หนุ่มไทย พัก 2 วัน ลุยต่อ เตรียมป้องแชมป์ ซีเกมส์

มีระยเวลาประมาณ 2 เดือน กับโจทย์สำคัญในการแก้ไขข้อผิดพลาด หลังเรียนรู้มาแล้วในศึกชิงแชมป์เอเชีย เพื่อมุ่งหน้าไปป้องกันแชมป์ซีเกมส์ด้วยความมั่นใจของ วอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย