ถ้าถามถึงทีมจอมปั้นแห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน คงหนีไม่พ้นยอดทีมจากเมืองเกลเซ่นเคียร์เช่นอย่าง

ราชันสีน้ำเงิน "ชาลเก้ 04"

ผลผลิตจากอคาเดมี่แห่งนี้ส่งผลดีต่อทุกทีมในลีกและบุนเดสเทรนเนอร์ในทุกชุดของทีมชาติเยอรมัน จาก 11 ผู้เล่นที่เห็นในภาพก็พอจะทำให้ร้องอ๋อว่าทำไม เพราะเริ่มจากผู้รักษาประตูก็พีคแล้ว

 

ผู้รักษาประตู : มานูเอล นอยเออร์ (บาเยิร์น มิวนิค)

เจ้าของถาดบุนเดสลีกา 7 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1 สมัย กับบาเยิร์น และแชมป์ฟุตบอลโลกกับเยอรมัน ปี 2014 ยืนหนึ่งในฐานะผู้รักษาประตูมือต้นๆของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

แบ็กขวา : ธิโล่ เคห์เรอร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

แนวรับสารพัดประโยชน์วัย 22 ปีเชื้อสายบุรุนดิ ก้าวขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ให้กับชาลเก้ตั้งแต่ปี 2016 และสถาปนาเป็นตัวหลักนับแต่นั้น ก่อนจะได้ย้ายไปเล่นให้กับทีมที่ใหญ่ขึ้นอย่าง เปแอสเช ด้วยค่าตัว 37 ล้านยูโร เมื่อเดือนสิงหาคม 2018

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : เบเนดิกท์  โฮเวเดส (โลโคโมทีฟ มอสโก)

หนึ่งในแข้งระดับตำนานของสโมสร ที่อยู่รับใช้มากว่า 10 ปี ลงสนามไปทั้งสิ้น 335 นัด เป็นคนสำคัญในแนวรับตั้งแต่วัยเพียงแค่ 21 ปี พาทีมคว้าแชมป์สองรายการ เดเอฟเบ โพคาล, เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ และเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลชุดแชมป์ฟุตบอลโลกที่ บราซิล ปี 2014 อีกด้วย

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : โฌแอล มาติป (ลิเวอร์พูล)

ปราการหลังดีกรีแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับลิเวอร์พูล เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลกับศูนย์เยาวชนของโบคุ่ม ก่อนจะย้ายมาที่อคาเดมี่ของราชันสีน้ำเงิน แรกเริ่มเดิมทีแข้งชาวแคเมอรูนนั้นเริ่มต้นจากตำแหน่งมิดฟิลด์ ก่อนจะถูกปรับมาเล่นในตำแหน่งแนวรับ โดยรับใช้สโมสรไปทั้งสิ้น 7 ฤดูกาล

 

แบ็คซ้าย : เซยัด โคลาซินัช (อาร์เซน่อล)

แบ็คหุ่นหมีชาวบอสเนียขึ้นสู่ชุดใหญ่ด้วยวัยเพียง 18 ปี โดยเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรับรวมถึงมิดฟิลด์ กลายเป็นแข้งเนื้อหอมอยู่พักใหญ่ก่อนจะได้ย้ายมาเล่นให้กับอาร์เซน่อลแบบฟรีๆ เมื่อฤดูกาล 2017-18

 

กองกลาง : มักซิมิเลี่ยน มายเออร์ (คริสตัล พาเลซ)

แข้งระดับ Wonderkids ของสโมสร กลายเป็นตัวหลักของสโมสรในปีที่สองในลีกอาชีพ ลงสนามไปกว่า 30 นัดในฤดูกาลนั้น และปิดฉากได้ไม่สวยเท่าไหร่กับทีมเนื่องจากมีปัญหากับกุนซืออย่างโดมินิค เทเดสโก้ และบอร์ดบริหารทำให้การต่อสัญญาถูกยกเลิกและจบลงที่ คริสตัล พาเลซ เซ็นเขามาร่วมทีมแบบฟรีๆ เมื่อฤดูกาลก่อน ปิดฉาก 192 นัด กับสโมสร

 

กองกลาง : อิลคาย กุนโดกัน (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

หลายคนอาจจะงงว่า เอ๊ะ! ใช่หรอ? ใช่แล้ว ห้องเครื่องแชมป์โลกนั้นครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กฝึกของชาลเก้ 04 เมื่อช่วงปี 1998-99 แต่ก็ไม่ได้รับการต่อยอดจนต้องย้ายไปอยู่กับโบคุ่ม ซึ่งที่นั่นเขาก็ยังไม่ได้ขึ้นสู่ชุดใหญ่อยู่ดี จนกระทั่งที่เนิร์นแบร์ก แข้งเชื้อสายตุรกีได้โชว์ฝีเท้าให้ลูกหนังเมืองเบียร์เห็นว่ามีของแค่ไหน ก่อนจะได้รับรางวัลใหญ่ด้วยการย้ายไปร่วมทีมดอร์ทมุนด์ และเพียงปีแรกเท่านั้นเขาก็มีส่วนช่วยพาทีมคว้าถาดบุนเดสลีกาได้ ในปี 2011-12

 

ปีกขวา : ยูเลี่ยน แดร็กซ์เลอร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง)

แนวรุกแฟนสวย คือผลผลิตที่เชิดหน้าชูตาของทีม ถูกปลุกปั้นโดย "จอมขมังเวทย์" เฟลิกซ์ มากัธ กุนซือระดับตำนานวงการลูกหนังเยอรมัน ประเดิมสนามด้วยวัยเพียง 17 ปี 3 เดือน 26 วัน เป็นอันดับ 7 นักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงประเดิมสนามศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน และทำผลงานระดับมาสเตอร์พีชตลอด 6 ฤดูกาลกับทีม ก่อนจะได้ย้ายไปร่วมทีมโวล์ฟสบวร์ก และปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตามลำดับ

 

กองกลางตัวรุก : เมซุต โอซิล (อาร์เซน่อล)

เพลย์เมกเกอร์จอมสร้างสรรค์เกม ผู้มาพร้อม 213 แอสซิสต์ ตลอดอาชีพการค้าแข้ง เริ่มต้นกับชาลเก้ในฐานะปีกดาวรุ่งที่ผลงานไม่ได้โดดเด่นอะไร ก่อนจะได้ย้ายไปร่วมทีม แวร์เดอร์ เบรเมน และที่นั่นโอซิล ใช้เวลาเพียง 2 ฤดูกาลครึ่งฉายแววเป็นเพลย์เมกเกอร์ระดับโลก ก่อนจะได้ย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ประสานงานกับแข้งดังอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า และกอนซาโล่ อิกวาอิน จนเมื่อถึงจุดอิ่มตัวเขาจึงย้ายมาเล่นในอังกฤษกับอาร์เซน่อล และทำผลงานได้โดดเด่นในช่วงแรกๆกับสโมสร

 

ปีกซ้าย : เลรอย ซาเน่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ปีกหัวฟูทายาทลูกหนังตำนานทีมชาติเซเนกัลอย่าง ซูเลย์มาเน่ ซาเน่ ย้ายจากทีมเยาวชนของเลเวอร์คูเซ่นมาร่วมทีมชาลเก้ในปี 2011 และใช้เวลาเพียง 2 ปี ก็สามารถประเดิมสนามกับทีมได้ โดยโมเม้นท์สำคัญของเขาก็คือการยิงประตูใส่เรอัล มาดริด เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2014-15 รอบ 16 ทีม นัดสอง ช่วยให้ทีมชนะไปได้ 4-3 แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบเพราะตกรอบด้วยกฏประตูทีมเยือน 4-5 (0-2, 4-3) จากนั้นสองปี ซาเน่ ก็กลายมาเป็นลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่ช่วงนี้อาจจะไม่เห็นเขาลงสนามไปพักใหญ่ๆเพราะพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บอยู่

 

กองหน้า : ไมค์ ฮานเค่ (วีเชอร์โฮเฟ่น)

กองหน้าตัวเป้าเด็กสร้างของสโมสร เริ่มต้นในระดับเยาวชนอย่างวูบวาบด้วยการลงสนามให้ ชาลเก้ สมัครเล่น ยิงไป 22 ประตูจาก 25 นัด ก่อนจะถูกดันขึ้นชุดใหญ่สโมสร แต่ก็ไม่ได้มีประตูอะไรฝากไว้มากมาย แต่ที่โวล์ฟสบวร์ก เหมือนอะไรๆจะดีขึ้นเมื่อได้รับโอกาสติดทีมชาติเยอรมันสู้ศึกฟุตบอลโลกบนแผ่นดินตัวเอง และจบอันดับ 3 ในทัวร์นาเมนท์ หลังจากนั้นก็พเนจรไปเรื่อยกับ ฮันโนเวอร์, กลัดบัค, ไฟร์บวร์ก, ปักกิ่ง เหรินเหอ ก่อนจะพักเบรกอาชีพตัวเองไปและกลับมาเตะกับทีมสมัครเล่นอย่าง วีเชอร์โฮเฟ่น