จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับสำหรับศึกไทยลีก 1 นัดที่ 26 ของฤดูกาล 2019 หลังจากพักเบรคไป 2 อาทิตย์ เพื่อหลีกทางให้กับโปรแกรมทีมชาติ

ซึ่งทำไปทำมาศึกไทยลีกปีนี้อาจจะได้ทีมแชมป์หน้าใหม่ก็เป็นได้ เมื่อผลการแข่งขันนัดล่าสุดเกิดสถานการณ์พลิกผันอีกครั้ง เมื่อแชมป์เก่าและจ่าฝูง “ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกไปพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับคู่แค้นตลอดกาล "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด 1-3

ซึ่งการแพ้ในครั้งนี้ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำให้ทีมตกบัลลังก์จ่าฝูง เมื่อคู่แข่งลุ้นแชมป์โดยตรงในปีนี้อย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด กลับได้ผลสกอร์ที่ดีสวนทางกับทัพ "ปราสาทสายฟ้า" ที่แม้ต้องออกแรงเหนื่อยแต่ก็เอาชนะ ตราด เอฟซี ไปได้ 3-1 ทำให้มี 50 แต้ม แซงขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงแทน โดยทิ้งห่างแชมป์เก่า 2 คะแนน และเหลือเกมให้ลงเล่นอีกเพียงแค่ 4 เกมเท่านั้น

เพราะฉะนั้นในตอนนี้ทัพ "กว่างโซ้งมหาภัย" ไม่จำเป็นต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ พวกเขาเพียงแค่ทำผลงานของตัวเองให้ดีที่สุดเท่านั้น และถ้าชนะได้ทุกนัดที่เหลือก็จะเถลิงแชมป์สมัยแรกทันที

และแน่นอนว่าอีก 4 นัดที่เหลือต่อจากนี้ของทั้งสองทีม จะเป็นการลงสนามเสมือนนัดชิงทุกนัดอย่างแน่นอน ดูทรงแล้วรับประกันความสนุกตื่นเต้นไปจนจบฤดูกาลแน่

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูโปรแกรมการแข่งขัน 4 นัดเหลือของทั้ง 2 ทีม พบว่าโปรแกรมแข่งของ บุรีรัมย์ นั้นเบากว่า สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด พอสมควร โดย บุรีรัมย์ ยังได้เล่นในบ้านอีกถึง 2 นัด ส่วน เชียงราย จะได้เล่นในบ้านอีกเพียง 1 นัดเท่านั้น

และนี่คือโปรแกรมที่เหลือ 4 นัดของทั้ง 2 ทีม

สิงห์ เชียงรายฯ : 21 ก.ย. ไปเยือน แบงค็อก,  2 ต.ค.  ไปเยือน พีทีที ระยอง, 20 ต.ค. เปิดบ้านพบ พีที ประจวบ, 26 ต.ค. ไปเยือน สุพรรณบุรี

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด : 22 ก.ย. เปิดบ้านพบ ชัยนาท, 2 ต.ค. ไปเยือน นครราชสีมา, 20 ต.ค. เปิดบ้านพบ การท่าเรือ, 26 ต.ค. ไปเยือน เชียงใหม่

ถ้ามาลองวิเคราะห์คู่แข่งของทั้งสองทีมกันดูจะเห็นได้ว่า สิงห์ เชียงรายฯ เจอทีมที่ค่อนข้างหนักกว่าเห็นๆ ทั้งการเยือน แบงค็อก ที่เป็นถึงทีมหัวตารางของลีก การบุกไปเยือน พีทีที ระยอง ที่เล่นในบ้านได้อย่างแข็งแกร่งในฤดูกาลนี้ และการออกไปเยือน สุพรรณบุรี ที่น่าจะต้องลุ้นหนีตกชั้นจนถึงนัดสุดท้ายก็ต้องสู้สุดใจแน่นอน จะมีก็เพียงแต่เกมในบ้านที่รับมือ พีที ประจวบ เท่านั้นที่ดูน่าจะคว้า 3 แต้มได้อย่างสบาย

ส่วนทางฝั่ง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกมเปิดบ้านเจอ ชัยนาท อาจจะหนักเพราะเป็นทีมหนีตายแต่เชื่อมือแชมป์เก่าเล่นในบ้านน่าจะเอาอยู่ เกมบุกเยือน โคราช ที่กำลังหนีตกชั้นอยู่ด้วยเช่นกันคงเป็นเกมที่ยากแต่คงผ่านไปได้ ก่อนกลับมาเล่นในบ้านเจอศึกหนักพบ ท่าเรือ ที่ผมเองก็ไม่อาจคาดเดาผลได้ว่าจะออกมาแบบไหนแต่ถือว่า บุรีรัมย์ ได้เปรียบจากการเล่นในถิ่น และปิดท้ายกับ เชียงใหม่ ที่ผมดูแล้วน่าจะง่ายสุดใน 4 นัดนี้ เพราะผมคิดว่า เชียงใหม่ น่าจะตกชั้นก่อนเกมสุดท้ายไปแล้ว

แต่สถานการณ์ที่ดีอย่างหนึ่งของ สิงห์ เชียงรายฯ คือพวกเขาเหลือลุ้นแชมป์ลีกเพียงแค่รายการเดียวแล้วเท่านั้น ทำให้พร้อมมุ่งมั่นเต็มที่ และไม่ต้องเหนื่อยลงเล่นหลายนัด ร่างกายของนักเตะก็น่าจะมีความพร้อมมากกว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีโปรแกรมการแข่งขันที่มากกว่าเพราะยังเหลือลุ้นทั้งแชมป์ ช้าง เอฟเอ คัพ ที่ตอนนี้เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศที่จะพบกับ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี และ โตโยต้า ลีกคัพ รอบชิง ที่ต้องพบกับ พีที ประจวบ เอฟซี

และข้อได้เปรียบอีกอย่างที่ดีของ สิงห์ เชียงรายฯ ในการลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ซิวแชมป์ไทยลีกหนแรกคือถ้าเกิดกรณีหากมีแต้มเท่ากัน กฏระบุว่า จะพิจารณาจาก 1. การพบกันแบบเฮด-ทู-เฮด ตรงนี้ สิงห์ เชียงรายฯ จะได้เปรียบทันที เพราะมีผลงานที่ดีกว่า โดยปีนี้ เลกแรก เมื่อ 3 ก.ย. 62 สิงห์ เชียงรายฯ บุกเสมอ บุรีรัมย์ฯ 0-0 ส่วนเลกสอง เมื่อ 31 ก.ค. 62 พวกเขาก็เปิดบ้านอัด บุรีรัมย์ฯ ไป 4-0

เรียกได้ว่าต้องลุ้นกันสุดๆ โดยเฉพาะแฟนบอลของทั้ง 2 ทีม ซึ่งเมื่อเทียบฟอร์มตามจริงของทีมที่น่าจะลุ้นแชมป์ ก็มีแค่ 2 ทีมนี้เท่านั้น คงต้องมาลุ้นกันว่า เชียงราย ยูไนเต็ด จะรักษาความได้เปรียบที่มีอยู่ในตอนนี้ได้หรือไม่ หากต่อสู้ฝ่าฟันกับความกดดันต่างๆ ได้อย่างลุล่วง ดูแล้วแชมป์หนแรกคงไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน แต่ถ้าเกิดผิดพลาดทำไม่ได้ขึ้นมาคงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง...

ขอบคุณภาพ : Chiang Rai United FC