ในช่วงที่เข้าสู่โปรแกรมทีมชาติแบบนี้ ข่าวคราวของสโมสรจึงมีไม่มากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบเหงาเลยซะทีเดียว

1 ในไฮไลท์ที่สำคัญคือวิวาทะของ 2 แข้งระดับตำนานของ พรีเมียร์ลีก อย่าง รอย คีน และ ไมเคิ่ล โอเว่น

ไม่มีใครสงสัยในเรื่องฝีเท้าของทั้งสองคนนี้! คีน คือรากฐานสำคัญในความสำเร็จของ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงแม้จะมีช่วงโดน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อัปเปหิ เช่นเดียวกับ โอเว่น ที่จะถูกจดจำในฐานะอดีตดาวยิงที่อันตรายที่สุดของประเทศ ถึงแม้ว่าฟอร์มของเขาจะดูพังๆ ไปในช่วงท้ายๆ ของอาชีพก็ตาม

ล่าสุด ทั้งคู่ก็โผล่เข้ามามีซีนบนหน้าสื่อพร้อมๆ กัน จะต่างกันก็แค่ คีน ใช้ปากเป็นสื่อ ขณะที่ โอเว่น ระบายมันผ่านพ๊อคเก็ตบุ๊ค Reboot

ทุกคนในโลกมีสิทธิ์พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่ทุกคนในโลกก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองเลือกพูดออกไปเช่นกัน

เมื่อมีการแฉ , ด่าทอ , การเอ่ยถึงบุคคลที่ 3 แบบไม่ให้เกียรติ เราจึงได้เห็นกระแสของสังคมที่ออกมาตำหนิกันอย่างล้นหลาม นอกเหนือจากเรื่องเรตติ้งที่กระฉูดอยู่แล้ว

สำหรับ คีน อดีตกัปตันจอมดีเดือดของ “ปีศาจแดง” เขามีการออกมาย้ำจุดยืนเดิมๆ ของตัวเองว่า ชีวิตนี้จะไม่มีวันญาติดีหรือให้อภัย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

แน่นอนว่าสิ่งที่ “คีโน่” พูดออกมา เขาไม่ได้พ่นสั้นๆ แค่นั้น แต่มันมีการจวก “เฟอร์กี้” เพิ่มเติมด้วยว่ามีความเห็นแก่ตัว และไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างเพื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างที่หลายๆ คนกล่าวอ้างจริงๆ

การจ้างน้องชายมาเป็นแมวมองสโมสร การดัน ดาร์เรน เฟอร์กูสัน ลูกชายของตัวเอง ขึ้นมาเป็นนักเตะในทีมชุดใหญ่ และส่งลงสนามจนมีชื่อคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1992-93

ในสายตาของ คีน นี่เป็นการกระทำที่ห่วยแตกสุดๆ พร้อมกับแขว่ะต่อว่า ทำไม “เฟอร์กี้” ไม่เอาภรรยามารับงานให้ครบไปเลยล่ะ ?

ทันทีที่คำพูดของเขาแพร่กระจายออกไป ดาวเตะชาวไอริช ก็ตกเป็นเป้าโดนสังคมตราหน้าทันที นี่ยังไม่นับรวมคดีเล็กๆ ล่าสุดที่ไปด่า โจนาธาน วอลเตอร์ ว่าขี้แย บีบน้ำตาทุกครั้งเวลาออกสื่อเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทั้งๆ ที่อดีตกองหน้าคนดังของ สโต๊ค ซิตี้ กำลังพูดถึงช่วงชีวิตที่สูญเสียแม่บังเกิดเกล้า

ประเด็นทั้งหมดนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องราวที่ คีน พูดจริงหรือไม่จริง แต่มันอยู่ที่ว่า มันจำเป็นที่จะต้องพูดขนาดนั้นเลยเหรอ

โจนาธาน วอลเตอร์ ย่อมต้องเสียใจอยู่แล้วเมื่อเล่าถึงคุณแม่ผู้ล่วงลับ และถึงแม้ว่ามันจะไม่มีใครรู้ว่าเขาพยายามบีบน้ำตาเพื่อเรียกเรตติ้งจากคนรอบข้างให้เป็นกระแสมากขึ้นจริงๆ หรือเปล่า แต่ไม่ว่ายังไง มันก็ไม่สมควรที่ คีน จะไปพูดจาขวานผ่าซากแบบนั้น

กับเคสของ “ป๋า” ก็เช่นกัน บางทีเขาอาจจะพยายามดันคนในครอบครัวเข้ามาทำงานจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็พร้อมจะเลิกจ้างคนเหล่านี้เช่นกันเมื่อเห็นว่าทำงานได้ไม่ตรงเป้าหมาย

ดาร์เรน เฟอร์กูสัน อาจจะขึ้นชื่อว่าเป็นกาฝากของทีมชุดแชมป์ลีกปี 93 แต่ในซีซั่นถัดมา “เฟอร์กี้” ก็ขายเขาทิ้งไปให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน ทันที เพราะมองว่าอยู่ไปก็ช่วยอะไรทีมไม่ได้

ฉะนั้น ภายใต้การกระทำที่แลดูไม่สมควร แต่อย่างน้อย เซอร์ อเล็กซ์ ก็พร้อมที่จะจัดการแก้ไขมันให้ถูกต้อง มินับรวมถึงคุณงามความดีที่เขาเสียสละทั้งชีวิตให้ “ปีศาจแดง” ไว้มากมาย

คีน ไม่จำเป็นต้องมองไกลไปถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของสโมสร เพราะเอาแค่ตัวของเขาเองตรงนี้ เขาก็เป็นหนี้บุญคุณ “เฟอร์กี้” ล้นหลามจากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมกันในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

แต่นั่นคือสิ่งที่อดีตกัปตันเลือด “ยักษ์เขียว” เลือกมองข้ามไป เขาจดจำเพียงแค่ความแค้นและรอยแผลที่ เฟอร์กูสัน เคยฝากไว้ ต่างกับอดีตแข้งอย่าง สตัม , ฟาน นิสเตยรอย หรือ เบ็คแฮม ที่มองว่าความขัดแย้งที่พวกเขาเคยเผชิญกับ “เฟอร์กี้” เป็นเพียงแค่รอยด่างเล็กๆ บนเส้นทางอาชีพอันรุ่งโรจน์ที่พวกเขาเติบโตขึ้นเพราะคนๆ นี้

แต่ รอย คีน ก็ยังคงเป็น รอย คีน เขาไม่เคยคิดประนีประนอมใดๆ และมันกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทั้งสร้างและทำลายเขาในเวลาเดียวกัน

นั่นก็คล้ายๆ กับ โอเว่น ที่ตลอดช่วงเวลาที่ค้าแข้ง อาจไม่ได้พูดบ่นมากเท่าไหร่ แต่มาระเบิดเอาชุดใหญ่กับหนังสือเล่มล่าสุดของตัวเอง

ทั้งด่า เชียเรอร์ , แขว่ะ เบ็คแฮม , โอดครวญว่าเกลียดชีวิตที่ นิวคาสเซิ่ล , ประกาศกร้าวว่าความจงรักภักดี ไม่มีจริงในวงการฟุตบอล

คำพูดของ โอเว่น ในหนังสืออันอื้อฉาวเล่มนี้ ย่อมมีมูลความจริงอยู่บ้างในมุมใดมุมหนึ่ง แต่หลายๆ เรื่อง มันก็เป็นสิ่งที่ “เบบี้โกล” ไม่ควรพ่นน้ำลายออกมาให้คนด่าเช่นกัน

ไม่ต้องเชื่อเรื่องความจงรักภักดีก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปตัดสินคนอื่นๆ ในโลกว่าทุกคนจะเหมือนกับตัวเอง โอเว่น มีแม้กระทั่งยกตัวอย่างเคส กิ๊กส์ และ สโคลส์ ที่อยู่รับใช้ แมนฯยู ตลอดชีวิตว่าไม่สามารถวัดความซื่อสัตย์ได้ เพราะทั้งคู่อยู่กับทีมที่ประสบความสำเร็จทุกปีอยู่แล้ว

ภายใต้ทัศนคติและการยกตัวอย่างส่วนตัว แต่ โอเว่น กลับปิดตาไม่สนนักเตะอย่าง แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ หรือ อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่ ว่านักเตะแบบนี้ควรเรียกได้ว่า จงรักภักดีหรือไม่

ภายใต้การด่า นิวคาสเซิ่ล ว่าเป็นช่วงชีวิตที่ถอยหลังลงคลอง ไม่ได้อยากย้ายไปเล่นให้ตั้งแต่แรก บลาๆๆ แต่ โอเว่น ก็ควรต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลานั้น “สาลิกาดง” คือทีมๆ เดียวที่กล้าเสี่ยงเดิมพันจ่ายค่าตัว 16.5 ล้านปอนด์ ซื้อกองหน้าผู้มีชื่อเสียงเรื่องอาการบาดเจ็บเข้าสู่ทีม แถมยังจ่ายค่าเหนื่อยให้แพงระยับ

เรื่องทุกเรื่องมี 2 ด้าน ทั้ง โอเว่น และ คีน เลือกที่จะมองในด้านเดียว ด้านที่ตัวเองสะดวกและสบายใจ

แต่ในสายตาคนนอกที่มองเข้ามา พวกเขากลับได้เห็นตัวตนและทัศนคติของทั้ง 2 คนนี้แบบชัดเจนขึ้น

และนั่น ทำให้ชื่อของ คีโน่ และ เบบี้โกล หาเรื่องส่งกลิ่นเหม็นยี้ไปเตะจมูกชาวบ้านในแบบที่ไม่จำเป็นเลยจริงๆ ครับ