ผ่านพ้นไปแล้วกับนัดแรกของ ทีมชาติไทย ในยุค อากิระ นิชิโนะ ซึ่งผลการแข่งขันต้องยอมรับตามตรงว่า "ผิดหวัง" จากการที่ไม่สามารถเอาชนะคู่ปรับสำคัญอย่าง เวียดนาม ได้ในบ้านตัวเอง

ก่อนเกมการแข่งขันจะเริ่มขึ้น นิชิโนะ ให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจตลอดว่า จะพาทัพ "ช้างศึก" เก็บชัยชนะในนัดนี้ให้ได้

และบอกด้วยว่า ระยะเวลาการเตรียมทีมไม่ถึง 20 วัน นั้นไม่ใช่ปัญหา และไม่ใช่ข้ออ้างแต่อย่างใด เพราะสมัยตอนคุม ญี่ปุ่น ก็มีเวลาน้อยแบบนี้

ทว่าผลการแข่งขันที่เกิดขึ้นที่สนามธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวานนี้ กลับไม่เป็นอย่างที่คาด การได้แค่ 1 คะแนนในนัดแรก ในบ้านตัวเอง จากคู่แข่งที่ลุ้นเข้ารอบด้วยกัน ถือว่าไม่ดีเท่าไหร่นัก

และนี่คือสิ่งที่ผมเห็น และจะวิเคราะห์เป็นฉากๆ หลังจากได้ไปเกาะติดอยู่ที่ขอบสนามเมื่อวานนี้

ข้อ 1 จัดตัวแปลกใจ ระบบการเล่นแปลกตา

เมื่อวานนี้ นิชิโนะ เลือกที่จะให้ ทีมชาติไทย เล่นระบบ 4-3-1-2 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นทีมไทยเล่นในระบบนี้ในยุคหลังๆ

นิชิโนะ เลือกใช้มิดฟิลด์ตัวรับถึง 3 คนคือ สารัช อยู่เย็น, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล นั่นหมายถึงเขาต้องการแพ็คเกมตรงกลางให้แน่นไว้ก่อน แล้วให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ซึ่งเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกเพียงคนเดียว เป็นคนสร้างสรรค์เกมบุก

ส่วนคู่กองหน้า ถือว่าเซอร์ไพรส์สุดๆ เพราะเขาให้ สุภโชค สารชาติ จับคู่กับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ทั้งที่ "เจ้านิว" เป็นมิดฟิลด์ที่เด่นแบบ บ็อก ทู บ็อก

นิชิโนะ เลือกที่จะไม่ใช้ ศุภชัย ใจเด็ด ซึ่งเป็นกองหน้าอาชีพเพียงคนเดียวในทีมเล่นในตำแหน่งนี้ ซึ่งก็ไม่รู้เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน แต่จากการให้สัมภาษณ์หลังจบเกม ก็พอจะเดาได้ว่า นิชิโนะ ต้องการกองหน้าที่แข็งแรง และ ฐิติพันธ์ ก็เป็นนักเตะที่มีจุดเด่นตรงนั้น

แต่ยอมรับตรงๆว่า พอเห็น 11 ตัวจริง ก็ต้องอุทานออกมา พร้อมกับคำถามในหัวว่า จะเวิร์คหรือเปล่า?

ข้อ 2 แนวรับ ยังไม่ลงตัว

เกมนี้ นิชิโนะ วางแผงกองหลัง ให้ พรรษา เหมวิบูลย์ กับ มานูเอล ทอม เบียร์ ยืนคู่กันเป็นเซ็นเตอร์ ขนาบข้างด้วย ทริสตอง โด และ ธีราทร บุญมาทัน ในตำแหน่งแบ็คขวาและซ้าย

ซึ่งจากที่เห็น คู่เซ็นเตอร์ของไทยถือว่ายังไม่ลงตัวมากนัก และมีจังหวะหวดเสียวให้เห็นตลอด 90 นาที

เมื่อวานนี้ พรรษา กับ มานูเอล ทอม เล่นค่อนข้างตื่นพอสมควร และมีจังหวะไม่นิ่งหลายครั้ง

และหลายครั้งที่ยืนผิดตำแหน่ง ทำให้แนวรุกเวียดนามมีช่องว่างเข้าโจมตีได้

แถมบ่อยครั้งที่ทั้งคู่ สกัดเคลียร์บอลแบบลนๆ เรียกว่าหันไปทางไหน ก็เตะไปทางนั้น ไม่ค่อยมีการเก็บบอลลง หรือใช้ความนิ่งตั้งเกมจากแนวรับเลย

แต่ยังดีที่ทั้งคู่รูปร่างสูงใหญ่ และมีความแข็งแกร่ง ทำให้สามารถแก้ตัว เข้าไปเบียด เข้าไปบังบอล จนทำให้แนวรุกเวียดนามทำประตูไม่ได้

ซึ่งไม่แน่ว่าในนัดที่ 2 กับ อินโดนีเซีย เรายังจะเห็นคู่นี้ได้ยืนด้วยกันอีกหรือไม่

ส่วนตำแหน่งแบ็ค เกมนี้ ทริสตอง โด ดูจะเล่นต่ำกว่ามาตรฐานไม่น้อย เกมบุกที่เคยดุดันกลับหายไป น้อยครั้งมากๆที่เขาจะเติมจนไปถึงสุดเส้นหลัง ขณะที่เกมรับ ก็มีหลายจังหวะที่เสียฟาวล์แบบง่ายๆ ซึ่งเปิดโอกาสให้เวียดนามได้ลุ้นทำประตูจากลูกตั้งเตะโดยไม่จำเป็น

ด้าน ธีราทร ก็เล่นได้ตามมาตรฐานตัวเอง แต่ก็ยังไม่โดดเด่นอย่างที่หลายคนคาดหวัง หลายครั้งที่เขาได้ครอสบอลจากฝั่งซ้าย ก็ยังไม่แม่นเท่าไหร่

แต่เขาก็ยังสามารถทำเกมร่วมกับ สุภโชค ทางด้านซ้ายได้ดี ทำให้เกมบุกของทีมชาติไทยส่วนใหญ่ จะไปขึ้นทางนี้เป็นหลัก

ส่วนทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ ทั้งฟรีคิก และเตะมุม ดูเหมือนเมื่อวานนี้ เรดาห์ของ ธีราทร จะยังไม่เข้าเป้าเท่าไหร่นัก เพราะแทบจะทำอันตรายอะไรเวียดนามไม่ได้เลย

ข้อ 3 เกมบุกยังไม่ดุดัน

จากการที่ นิชิโนะ เลือกใส่มิดฟิลด์ตัวรับลงไปถึง 3 ตัว ทำให้เวียดนามมเจาะทีมไทยได้ยาก แต่กลับกัน ทีมชาติไทย ก็บุกขึ้นไปเจาะแนวรับเวียดนามได้ยากเหมือนกัน

เพราะทั้ง สารัช, ธนบูรณ์ และ พิธิวัตต์ แทบจะไม่มีจังหวะทะลุทะลวงเข้าไปในเขตโทษเลย ส่วนใหญ่จะปักหลักยืนไล่บอลอยู่ที่กลางสนาม ทำให้เกมรุกของทีมชาติไทยจะเหลือผู้เล่นแค่ 3 คนคือ ชนาธิป, สุภโชค และ ฐิติพันธ์ รวมถึงวิงแบ็คที่เติมขึ้นมาบ้างเป็นบางครั้ง

ทำให้แนวรับเวียดนาม ไม่พบกับงานที่ยากเท่าไหร่เวลาที่ทีมไทยขึงเกมบุก

โดยเกมนี้  จังหวะที่ทีมชาติไทยพอจะได้เสียววูบวาบ ก็มาจากการสวนกลับ โดยใช้ความเร็วของ สุภโชค เป็นตัวคอยกดดัน แล้วให้ ฐิติพันธ์ ขยับเข้าไปในกรอบเขตโทษเพียงคนเดียวเพื่อเข้าฮอส

ซึ่งการไม่มีกองหน้าอาชีพ ทำให้ตัวอันตรายในกรอบเขตโทษของทีมไทยหายไป บอลจากด้านข้างจึงไม่รู้จะเปิดเข้ามาให้ใคร เพราะ ฐิติพันธ์ ก็โดนประกบติด

และตัวของ ฐิติพันธ์ เอง ก็ไม่ใช่กองหน้าอาชีพ จึงยังไม่มีวิญญาณเพชรฆาตในแบบฉบับของศูนย์หน้า

จะเห็นได้ 2 จากจังหวะสำคัญ เช่นที่ สุภโชค เลี้ยงบอลเอาชนะผู้เล่นเวียดนามทางด้านซ้าย พอเงยหน้าขึ้นมาไม่เจอใครว่าง เพราะ ฐิติพันธ์ โดนประกบ จึงต้องตัดสินใจยิงเอง และสุดท้ายบอลก็ข้ามคาน

อีกจังหวะที่ ชนาธิป โยนบอลขวางสนามแบบสุดสวยไปให้ ฐิติพันธ์ ในเขตโทษด้านขวา จังหวะนั้นผมคิดในใจว่า "เจ้านิว" คงยิงแบบไม่ต้องจับแน่ๆ หรือไม่ก็เอาบอลลงและซัดแบบเต็มข้อไปเลย

ทว่า ฐิติพันธ์ กลับแตะบอลต่อเพื่อจะส่งเข้ากลาง ซึ่งตรงนั้นไม่มีใครเลย เพราะตัวเองเป็นคนเดียวในเขตโทษอยู่แล้ว สุดท้ายก็ไปติดบล็อค และเสียโอกาสทำประตูในที่สุด

แต่อย่างน้อยเกมนี้ ก็พอจะเห็นถึงความขยัน และมุ่งมั่นของ ฐิติพันธ์ ที่วิ่งไม่มีหมด จนสุดท้ายมีอาการบาดเจ็บ จึงต้องเปลี่ยนตัวออกไป

อย่างไรก็ตาม เราก็พอจะเห็นการทำชิ่งสั้นๆของแนวรุกที่มีอยู่บ้าง ซึ่งจุดนั้นผมชื่นชอบและคิดว่าน่าจะเอาไปพัฒนาต่อยอดให้ดีกว่านี้อีก

เพราะเมื่อเลือกที่จะใช้แนวรุกตัวเล็กแต่คล่อง ก็ต้องใช้การทำชิ่งให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าจะไปโยน ไปครอสบอล เพราะมันแทบเอาชนะคู่เซ็นเตอร์ของคู่แข่งไม่ได้เลย

ข้อ 4 การเปลี่ยนตัวที่ยังเปลี่ยนเกมไม่ได้

มาดูเรื่องการแก้เกมและการเปลี่ยนตัวผู้เล่นกันบ้าง โดยหลังจากที่เกมผ่านไป 65 นาที ทีมชาติไทยก็ยังยิงเวียดนามไม่ได้ นิชิโนะ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนตัวคนแรก โดยถอด สารัช อยู่เย็น ออก และส่ง ศุภชัย ใจเด็ด ซึ่งเป็นกองหน้าลงมา

ตรงนี้ถือว่าทำได้ดี และค่อนข้างตอบโจทย์ เพราะเมื่อทีมต้องการประตู ก็ต้องเอากองหน้าลงมา และ ศุภชัย ก็พอจะมีจังหวะวูบวาบอยู่บ้าง

ซึ่งตรงนี้ก็น่าคิดว่า หากเอา ศุภชัย ลงเล่นตั้งแต่ต้นเกม เกมบุกของทีมชาติไทยจะดีกว่า 65 นาทีที่ผ่านมาหรือไม่

ส่วนการเปลี่ยนตัวคนที่ 2 ในนาที 75 ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะทีมไทยยังต้องการประตูแรกอยู่ แต่ นิชิโนะ เลือกที่จะส่งมิดฟิลด์ตรงกลางอย่าง พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี มาเล่นแทน ฐิติพันธ์ ที่บาดเจ็บ

ตอนนั้นผมแอบคิดว่า ไม่ บดินทร์ ผาลา ก็ เอกนิษฐ์ ปัญญา แน่ๆที่จะได้ลงมา เพราะทั้ง 2 คนเป็นแนวรุกที่ดีที่สุดในชั่วโมงนี้ของไทยลีกแล้ว แถมยังมีทีเด็ดจากการทำประตูอีกด้วย

แต่สุดท้ายก็เป็น พีรดนย์

และจากนั้นไม่นาน นิชิโนะ ก็เปลี่ยนตัวแก้เกมคนสุดท้าย โดยส่ง ศิวกรณ์ เตียตระกูล ลงมาแทนเพื่อนร่วมสโมสรอย่าง พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล ที่เริ่มจะหมดแรงเพราะวิ่งไล่ตัดเกมมาเกือบ 80 นาที

ทำให้ 2 แนวรุกที่ผมแอบอยากเห็นลงเล่นในเกมนี้อย่าง บดินทร์ และ เอกนิษฐ์ หมดสิทธิ์ลงสนามด้วยประการทั้งปวง

และสุดท้ายจบ 90 นาที ทีมชาติไทย ก็ยิงประตูเวียดนามไม่ได้

ข้อ 5 ชนาธิป โดนตัดออกจากเกม

ทั้งเอเชียรู้ว่า ชนาธิป เก่งอย่างไร และมีอันตรายแค่ไหนเมื่อได้บอล ปาร์ค ฮัง ซอ เองก็ไม่ประมาท และจัดการจุดแข็งข้อนี้ของทีมชาติไทยได้อยู่หมัด

เกมนี้ ชนาธิป ถือว่าได้บอลเยอะ แต่เขาไม่สามารถเล่นกับบอลได้เยอะ ทำได้เพียง จับแล้วจ่ายต่อเท่านั้น เพราะเวียดนามส่งคนคอยประกบติดตัวอยู่ตลอด

เรียกว่าพอ "เมสซี่เจ" ได้บอล จะมีผู้เล่นเวียดนามถึงตัวเสมอ ทำให้ ชนาธิป ไม่สามารถพลิกบอลเข้าหาเขตโทษได้ และจำเป็นต้องคายบอลออกไป และนั่นเท่ากับกำจัดพิษสงของ "เมสซี่เจ" ให้หมดไปดีทีเดียว

ข้อนี้ต้องชม เวียดนาม ที่แก้ทางบอลมาได้ดีมาก

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ถือว่าภาพรวมของ ทีมชาติไทย นัดแรกในยุค นิชิโนะ มีอะไรให้พูดถึงค่อนข้างเยอะ เพราะมันค่อนข้างแปลกใหม่ และแปลกตา

ข้อดีโดยสรุปที่เห็นก็คือ แดนกลางแน่น ครองบอลได้ดี และมีจังหวะทำชิ่งกับสวนกลับสวยๆให้เห็นบ้าง

แต่ข้อที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนคือ เกมรุก เพราะฟุตบอลตัดสินกันที่ประตู และกองหน้าอาชีพที่มีสัญชาติญาณดาวยิง ยังจำเป็นต้องมีอยู่ในทีม

และถ้าถามว่า นิชิโนะ สอบผ่านหรือไม่กับนัดแรก ส่วนตัวผมก็ให้ 5 เต็ม 10 ถือว่าสอบผ่านไปแบบเฉียดฉิว

แต่กระนั้นยังต้องขอรอดูนัดที่ 2 ที่จะไปเยือน อินโดนีเซีย ในวันที่ 10 ก.ย.นี้สักหน่อย เพราะเกมนี้เราพอใจแค่ผลเสมอไม่ได้แล้ว จะมาปลอบใจตัวเองแบบนัดแรกว่า แค่เสมอก็ยังโอเค นั้นไม่ได้แล้ว

เพราะการมีแค่ 2 แต้ม จาก 2 นัด ในการคัดเลือกฟุตบอลโลก ในระบบเอาแค่แชมป์กลุ่มทีมเดียวเข้ารอบต่อไป คุณต้องเอาชนะคู่แข่งให้ได้ถึง 4-5 เกมเป็นอย่างน้อยจากทั้งหมด 8 เกม

เกมต่อไปกับ อินโดนีเซีย นิชิโนะ ต้องเจอการบ้านชิ้นสำคัญแล้วว่า จะยิงประตูเพื่อเอาชนะยังไง?