นับจากนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมง การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ2 ระหว่างทีมชาติไทย พบ ทีมชาติเวียดนาม ที่คอบอลรอคอยก็จะได้เปิดศึกลั่นกลองรบกันแล้ว

ที่ผ่านมาเราได้โอกาสเจาะเรื่องราวต่างๆของทีมชาติไทยมาพอสมควร รวมถึงการคาด 11 ตัวจริง ภายใต้การคุมทัพของ อากิระ นิชิโนะ กุนซือชาวญี่ปุ่น ว่าสุดท้ายแล้วจะมีรูปแบบการเล่นเป็นอย่างไร

มาคราวนี้เราจะพาไปส่องความพร้อมทางฝั่งทีมชาติเวียดนาม คู่แข่งตลอดกาลของทัพ "ช้างศึก" ที่ในชั่วโมงนี้พวกเขาถือเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียน และยกระดับขึ้นมาต่อกรกับทีมชาติไทย ได้อย่างน่าชื่นชม ไปดูกันว่าพวกเขาจะมีจุดแข็งที่ทัพ"ช้างศึก" ต้องเจอในเกมนัดนี้ เป็นอย่างไรกันบ้าง

- เกมเพรสซิ่งที่เป็นระบบ
จุดแรกที่แฟนฟุตบอลไทยคงจะเห็นกันได้อย่างชัดเจนก็คือเรื่องของการเล่นเพรสซิ่ง ไล่บีบกดดันคู่แข่งเวลาเสียการครอบครองบอล จุดนี้ถือเป็นจุดแข็งภายใต้การคุมทัพของ ปาร์ค ฮัง ซอ ที่ใช้เล่นงานคู่แข่งมานักต่อนัก ทั้งในระดับอาเซียนรวมถึงระดับเอเชีย จนก้าวมาเป็นทีมแถวหน้าของวงการฟุตบอลอาเซียน อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของพวกเขาคือไม่ได้วิ่งไล่บอลกันมั่วจนทั่วทั้งสนาม แต่ยามที่เพรสซิ่งพวกเขาจะบีบคู่แข่งกันอย่างมีระบบ แบบแผน และทุกคนต่างก็รู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีว่าในเวลานั้นจะเคลื่อนที่ไปตรงตำแหน่งไหน

แน่นอนว่า อากิระ นิชิโนะ ก็คงจะทราบถึงข้อนี้เป็นอย่างดี และเตรียมไม้เด็ดเพื่อแก้ทางบอลเอาไว้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือหากเราสามารถแก้เกมเพรสซิ่งของทีมชาติเวียดนามได้ ก็จะทำให้มีพื้นที่เหลือเฟือเพื่อเจาะเข้าทำประตู ซึ่งนี่เป็นการบ้านชิ้นสำคัญของอดีตกุนซือทีมชาติญี่ปุ่น ว่าสุดท้ายแล้วจะรับมือการการเพรสซิ่งที่แข็งแกร่งของเวียดนาม ได้อย่างไร


ทีมชาติเวียดนาม เตรียมพร้อมก่อนดวล ทีมชาติไทย

- ความฟิต
เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ต้องมีเป็นอันดับแรก หากหวังที่จะเล่นเพรสซิ่ง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าแต่ละทีมที่จะเล่นเกมเพรสซิ่งไล่บีบกดดันคู่แข่งยามเสียการครองบอล เรื่องพละกำลังถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะหากความฟิตไม่ถึงขั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะเล่นเพรสซิ่งได้ตลอดทั้ง 90 นาที แต่ทัพ"ดาวทอง" ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วในหลายๆทัวร์นาเมนต์ว่าพวกเขามีกำลังที่เหลือๆในการไล่บีบกดดันคู่แข่ง

ยิ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือชาวเกาหลีใต้แล้ว เรื่องความฟิตก็หายห่วง เพราะเกาหลีใต้ เป็นชาติที่ให้ความสำคัญเรื่องพละกำลังและมีรูปแบบการฝึกซ้อมที่เน้นไปในเรื่องของการเพิ่มสมรรถภาพทางกายเป็นหลัก มิเช่นนั้นพวกเขาก็คงจะไม่กล้าเอารูปแบบเพรสซิ่งใส่เข้าไปในแท็คติกการเล่น เพราะอย่างที่บอกว่าต่อให้ทุกคนเข้าใจรูปแบบ ระบบการเล่นของทีมมากขนาดไหน แต่ขาดพละกำลังมันก็เท่านั้น


- ริมเส้นที่อันตราย
ในหลายทัวร์นาเมนต์ที่เราได้ดูทีมชาติเวียดนามลงแข่งขัน อีกหนึ่งจุดเด่นที่เวลาเพรสซิ่งจนได้บอลกลับมาครองแล้ว พวกเขาจัดว่ามีเกมรุกที่อันตรายพอตัวโดยเฉพาะวิงแบ็กทั้งสองฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น ดวน วาน เฮา ทางซ้าย หรือแม้แต่ เหงียน ตรง ฮวง ที่พร้อมจะวิ่งขึ้นลงแบบไม่มีหมด และเวลาเติมเกมขึ้นไปจนสุดเส้นหลังก็ไม่ได้เปิดบอลสุ่มสี่สุ่มห้าแบบส่งๆเข้าไปในเขตโทษ แต่พวกเขาจะมีตัวที่คอยจบสกอร์รออยู่ในพื้นที่สำคัญๆทั้งในเขตโทษ รวมถึงแถวสองที่พร้อมจะส่องประตูคู่แข่ง

เพราะฉะนั้นเกมรับของทีมชาติไทยจะต้องมีสมาธิทั้งการดูจังหวะที่ตัวริมเส้นจะเปิดบอลเข้ามา รวมถึงคอยประกบติดไม่ให้ตัวที่พร้อมจะจบสกอร์ได้มีพื้นที่ว่างในการเข้าทำง่ายๆ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเสียสมาธิ หรือยืนห่าง ก็ถือเป็นเรื่องอันตรายและเสี่ยงที่จะเสียประตูได้ทุกเมื่อ


ทัพดาวทอง

- เกมสวนกลับ
อีกหนึ่งจุดเด่นและเป็นจุดสำคัญมากๆของทีมชาติเวียดนามชุดนี้ คือเกมสวนกลับ ที่พร้อมจะมีทีเด็ดทุกเมื่อ สังเกตุได้จากหลายๆเกมที่พวกเขาเจอคู่แข่งที่ดูเหนือกว่า พวกเขาจะเล่นอย่างเป็นระบบ และรอจังหวะอย่างใจเย็น เมื่อไรก็ตามที่คู่แข่งเปิดช่องให้ พวกเขาจะเล่นเกมสวนกลับที่รวดเร็วชนิดจากหน้าประตูตัวเองด้วยการต่อบอลไม่กี่จังหวะจนหลุดไปถึงหน้าประตูคู่แข่ง ทำให้หลายๆชาติในเอเชียต้องมาตกม้าตายเพราะทีเด็ดตรงจุดนี้มานักต่อนัก

ด้วยความที่นักเตะเวียดนามชุดนี้แต่ละคนมีความเร็ว รวมถึงทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการเอาตัวรอดที่ดี และไม่เสียบอลง่ายๆ บางจังหวะเห็นเพื่อนว่างก็ไม่หวงบอลและจ่ายให้แบบไม่ลังเล เพราะฉะนั้นหากเกมในวันพรุ่งนี้ที่เราจะต้องเจอแล้วเรามีโอกาสครองบอลมากกว่าก็ควรที่จะต้องหาจังหวะจบให้ได้ ส่วนจะเข้าประตูหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่อง แต่หากพลาดท่าเสียบอลกลางทางก็เตรียมรับมือกับเกมสวนกลับที่รวดเร็วและอันตรายของพวกเขาเอาไว้ได้เลย


ปาร์ค ฮัง ซอ เฮดโค้ชขวัญใจแฟนบอลเวียดนาม

- ทีมเวิร์ค
เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่านักเตะแต่ละคนของทีมชาติเวียดนามชุดนี้เล่นด้วยกันมานาน และเติบโตขึ้นมาพร้อมกันตั้งแต่ระดับเยาวชน ทำให้พวกเขาสอดประสานกันได้แบบมองตาก็รู้ใจ รวมไปถึงการที่ ปาร์ค ฮัง ซอ ชุบเลี้ยงลูกทีมของเขาในแบบที่เป็นเหมือนลูกแท้ๆของตัวเอง แน่นอนว่าส่งผลให้สปิริตของพวกเขาเต็มไปด้วยความแน่นแฟ้นทั้งในและนอกสนาม เวลาคนไหนเกิดทำผิดพลาดในเกมก็จะไม่มีใครมาตำหนิให้เพื่อนเสียกำลังใจ มีแต่จะคอยกระตุ้นกันและกันเสมอเพื่อกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ให้ดีกว่าเดิมในจังหวะต่อไป

ย้อนกลับไปในปี 2018 กว่าค่อนทีมของนักเตะชุดนี้ในเวลานั้นแข่งขันศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี พวกเขาจัดการหักปากกาเซียนทุกสำนักด้วยการก้าวไปคว้าตำแหน่งรองแชมป์เอเชียได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งก็เป็นการทำทีมของ ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือชาวเกาหลีใต้คนนี้นี่เอง ก่อนที่แต่ละคนรวมถึงตัวโค้ชเองจะเติบโตขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่และยกระดับให้กับทัพ"ดาวทอง" สถาปนาตัวเองจนก้าวมาเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนในเวลานี้


นักเตะเวียดนาม พกความมั่นใจมาเต็มที่

- ความมั่นใจ
สิ่งสุดท้ายที่ถือเป็นจุดแข็งและสำคัญที่สุดคือเรื่องสภาพจิตใจของนักเตะชุดนี้ พวกเขามีความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม และลงสนามด้วยความฮึกเหิม ไม่ว่าคู่แข่งของจะอยู่ในระดับไหนของเอเชีย หรือถูกมองว่าเหนือกว่าพวกเขา ก็ไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความเกรงกลัวในศักดิ์ศรีออกมาเลย ต่างกับในหลายๆปีก่อนหน้านี้ที่ต่อให้พวกเขาจะเป็นทีมที่ทำผลงานได้ดีขนาดไหน แต่พอเวลาเจอกับทีมชาติไทยทีไร พวกเขามักจะกดดันตัวเองจนเล่นได้อย่างไม่เป็นธรรมชาติ จนสุดท้ายก็เสียท่าให้กับทัพ "ช้างศึก" ของเราไปตามระเบียบ

แต่มาคราวนี้ด้วยผลงานที่ประจักษ์แล้วว่าพวกเขาสามารถสู้ได้และเอาชนะเราได้ ไม่ว่าจะเป็นชุดยู23 ชุดยู19 ทีมหญิง หรือแม้แต่ชุดใหญ่ก็ตาม มันทำให้ความกังวลใจเหล่านั้นที่เคยเกิดขึ้นกับตัวนักเตะ รวมถึงแฟนบอลเวียดนาม แทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย กลับกันพวกเขากลับมีความมั่นใจที่มากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยเป็นตกอยู่ใต้ร่มเงาของเรามาโดยตลอด ถึงตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว และแน่นอนว่าเกมในวันพรุ่งนี้พวกเขาจะพกความมั่นใจมาแบบเต็มเปี่ยมในการลงสนามเจอกับทีมชาติไทย


ทัพนักเตะช้างศึก

ถึงตรงนี้ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ลึกๆแล้วในฐานะแฟนฟุตบอลไทยก็ยังคงมีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยมเช่นเดียวกัน และในมุมของนักเตะเองจากบทสัมภาษณ์ของแต่ละคนที่ออกมา ก็ย่อมรู้ดีถึงความคาดหวังจากแฟนฟุตบอล

ฉะนั้นพวกเขาก็พร้อมที่จะใส่แบบสุดตัว สู้แบบถวายหัว เพื่อทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด เพราะคนไทยทุกคนรู้ดีว่า เรามีแค้นต่างๆที่ต้องชำระและสะสางให้มันเสร็จสิ้นในวันพรุ่งนี้ สู้ๆ ไทยแลนด์!!!

"บิ๊ก กิโล10"

ขอบคุณภาพประกอบจาก : Vietnam Football