เชื่อว่าเหล่ากองเชียร์ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะได้ยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว หลังได้เห็นผลงานของทีมรักทีมโปรดประเดิมสนามในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากเกมเปิดบ้านไล่ถล่ม "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ด้วยสกอร์สวยหรู 4-0 เมื่อคืนวันที่ 11 ส.ค.

เกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ "ปีศาจแดง" ส่งนักเตะวัยหนุ่มเป็นตัวจริงหลายคนเพื่อเน้นความสดใหม่ โดยเฉพาะ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ เจ้าของสถิติกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่ได้ประเดิมสนามทันที แม้แต่ ดาเนี่ยล เจมส์ ปีกตัวใหม่ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาแล้วประเดิมยิงลูกแรกได้ด้วย ทำให้ทีมชุดนี้มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ตัวเลข 24 ปี 227 วัน หากนับจากอายุของบรรดาผู้เล่นที่ได้ออกสตาร์ทตั้งแต่นาทีแรกทั้ง 11 คน ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในบรรดา 20 สโมสรที่จัดตัวผู้เล่นลงเตะในเกมนัดแรกของฤดูกาล 2019/20 ไปเลย

หากจะว่าไปแล้วรูปเกมโดยรวมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้ดูเหนือกว่า เชลซี มากนัก เพราะทางฝั่งทีมเยือนก็มีโอกาสเปิดเกมรุกเข้าใส่ได้แบบต่อเนื่อง และมีลุ้นได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นเกมเสียด้วยซ้ำ แต่โชคร้ายที่ลูกบอลพุ่งไปชนคานเสียก่อน จึงเป็นเหมือนอีกหนึ่ง "จุดเปลี่ยน" ที่ทำให้ทุกอย่างไปเข้าทางฝั่งเจ้าถิ่นเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องของ "โชค" ที่ดูเหมือนว่า "ปีศาจแดง" จะมีดวงมากกว่าในหลายๆ จังหวะ และได้ ดาบิด เด เคอา นายด่านจอมหนึบช่วยเซฟลูกยิงอันตรายได้อีกหลายครั้งเหมือนเดิม

สำหรับ "จุดเด่น" ของ "ปีศาจแดง" จากเกมนัดประเดิมสนามคือจังหวะ สวนกลับ เมื่อตัดบอลจากความผิดพลาดของ เชลซี ได้แล้วก็สามารถลำเลียงบอลขึ้นไปเป็นฝ่ายบุกได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาของประตูที่ 3 และประตูที่ 4 นั่นเอง ซึ่งรวมถึงเรื่องของการ จบสกอร์ จากผลงานของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโธนี่ มาร์ซิยัล ที่หาโอกาสส่งบอลเข้าสู่ตุงตาข่ายได้แบบเฉียบขาดทั้งคู่ ส่วน "จุดด้อย" น่าจะเป็นเรื่องของ แดนกลาง ที่ยังดูประสานงานไม่ค่อยลงตัวเสียเท่าไรนัก โดยเฉพาะ อันเดรียส เปไรร่า กับ เจสซี่ ลินการ์ด ที่แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลยเสียด้วยซ้ำ  

ขณะที่ เชลซี ยุคใหม่ของกุนซือ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่เพิ่งได้ชิมลางคุมทีมใหญ่เป็นครั้งแรกคงจะมีเรื่องต่างๆ ให้แก้ไขอีกเพียบเลย โดยเฉพาะเรื่องของการจัดตัวผู้เล่นที่ต้องหาความสมดุลให้เจอเพื่อจะได้อุดช่องโหว่จากการสูญเสียแข้งหลัก โดยเฉพาะการขาดหายไปของ เอเดน อาซาร์ ที่ทำให้เกมรุกขาดความวูบวามในจังหวะเข้าทำอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรวมถึงเรื่องของ เกมรับ ถ้าหวังพึ่งพาคู่ของ เคิร์ท ซูม่า กับ อันเดรียส คริสเตียนเซ่น ก็คงจะต้องลุ้นเหนื่อยกันต่อไปแน่ๆ เพราะต้องรอให้เล่นเข้าขารู้ใจกันเสียก่อน หลังจากที่ 2 จอมเก๋าอย่าง ดาวิด ลุยซ์ กับ แกรี่ เคฮิลล์ ย้ายออกไปแล้ว

เข้าใจว่า แลมพาร์ด พยายามเปิดโอกาสให้พวกนักเตะสายเลือดใหม่ได้ลงสนามด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะ เมสัน เมาท์ ซึ่งเป็นเด็กปั้นของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ในฐานะลูกรักคนใหม่จากที่เคยได้ร่วมงานกันตอนที่ทั้งคู่ยังอยู่กับ ดาร์บี้ เมื่อฤดูกาลก่อน ทว่าดาวรุ่งวัย 20 ปียังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเลย หากคิดจะก้าวเท้าขึ้นมาเป็นกองกลางตัวคุมเกมคนใหม่เหมือนอย่างที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้และควรกล้าให้ คริสเตียน พูลิซิช อีกหนึ่งดาวรุ่งพุ่งแรงลงสนามเป็นตัวจริงในเกมต่อๆ ไป เพื่อจะได้มีเวลาปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การเล่นฟุตบอลแบบอังกฤษโดยเร็วที่สุด 

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูงตามหลัง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีผลต่างประตูได้เสียมากกว่าลูกเดียว และอยู่เหนือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่มีลูกได้เสียน้อยกว่าเพียงลูกเดียวเสียด้วย ส่วน เชลซี ต้องไปวนเวียนอยู่ในโซนท้ายตารางที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย

หลังจากที่ทุกสโมสรในศึกพรีเมียร์ลีกลงเตะเกมประเดิมสนามฤดูกาลใหม่กันไปเพียงหนึ่งนัดถ้วน!

ลุงป๊อบ แฟนพันธุ์แท้