วันนี้ผมจะพาไปดูการซื้อ-ขายชั้นอ๋องของ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ฟันกำไรอย่างมหาศาลจากช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะ ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะ 5 ดีลที่จะกล่าวถึงนี้ ถือว่าเป็นการซื้อขายที่ชาญฉลาดและไม่ธรรมดาของทัพ "จิ้งจอกสยาม" ตำนานแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2015/16

แฮร์รี่ แม็คไกวร์

เลสเตอร์ ซิตี้ ซื้อ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ มาจาก ฮัลล์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 17 ล้านปอนด์ ในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงในถิ่น คิงพาวเวอร์ สเตเดี้ยม ด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาส่งผลให้เจ้าตัวถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษไปลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 แมนฯยูไนเต็ด อยากได้ตัวมาตั้งแต่เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว แต่แม็คไกวร์ เลือกที่จะต่อสัญญากับ เลสเตอร์ อย่างไรก็ตามล่าสุดทั้งสงอสโมสรบรรลุข้อตกลงในการซื้อขายที่ราคา 80 ล้านปอนด์เป็นที่เรียบร้อยกลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก ดีลนี้ เลสเตอร์ ได้กำไรจากตอนซื้อมามากถึง 63 ล้านปอนด์

ริยาด มาห์เรซ

"จิ้งจอกสยาม" คว้าตัวมาจาก เลอ อาฟร์ ในปี 2014 ด้วยค่าตัว 400,000 ปอนด์ มาห์เรซ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างทำให้ เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรก่อนเจ้าตัวจะได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่พยายามตามตื้ออย่างหนัก จนกระทั่ง "เรือใบสีฟ้า" ได้เซ็นสัญญาสมปรารถนาด้วยค่าตัว 60 ล้านปอนด์แพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร แมนฯซิตี้ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว 

เจมี่ วาร์ดี้ 

ไม่ใช่แค่เรื่องการขายนักเตะให้ได้กำไรเยอะๆ เท่านั้น แต่เรื่องการเซ็นสัญญากับนักเตะโนเนมราคาถูกแต่ฝีเท้าระดับคุณภาพก็เป็นสิ่งที่ "จิ้งจอกสยาม" ทำได้อย่างน่าทึ่งเช่นกัน วาร์ดี้ คือตัวอย่างที่ชัดเจน เลสเตอร์ เซ็นสัญญามาจาก ฟลีตวู้ด ในปี 2012 ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ จากผลงานยิง 34 ประตูใน 1 ซีซั่นจากนอกลีกอย่างไรก็ตาม ไนเจล เพียร์สัน กุนซือ เลสเตอร์ ณ เวลานั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากองหน้าค่าตัว 1 ล้านปอนด์สามารถยิงระเบิดจนทีมเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ 

ไม่ใครรู้จัก ก็องเต้ ตอนย้ายจาก ก็อง มาอยู่กับ เลสเตอร์ ทีมธรรมดาๆ ในพรีเมียร์ลีก ในช่วงซัมเมอร์ปี 2015ด้วยค่าตัว 5.6 ล้านปอนด์ แต่ผลงานระดับเทพในการเป็นตัวปัดกวาดอยู่หน้าแผงแบ็คโฟร์ช่วยแบ่งเบาภาระให้เพื่อนร่วมทีมได้มากโขจนทีมก้าวไปถึงแชมป์ก่อนจะขายให้ เชลซี ในราคา 32 ล้านปอนด์  ฟันกำไรไปราวๆ 26 ล้านปอนด์

แดนนี่ ดริ๊งค์วอเตอร์ 

เลสเตอร์ ซื้อ ดริ๊งวอเตอร์ มาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวราวๆ 1 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2014 เขาเป็นอีกหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ เลสเตอร์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยยืนตัดเเกมคู่กับ ก็องเต้ ก่อนจะย้ายไปร่วมทัพ เชลซี ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ ในปี 2017 จากนั้นผู้คนแทบจะลืมชื่อของ ดริ๊งวอเตอร์ ไปเลย ถือเป็นดีลที่ผิดพลาดของเชลซี แต่เป็นดีลที่สุดยอดของเลสเตอร์