จากผลงานความล้มเหลวศึก U23 ชิงแชมป์เอเชีย และ ความพ่ายแพ้ต่อเวียดนาม เกิดอะไรขึ้นกับทีมชาติไทย ติดตามจากบทสัมภาษณ์ของ ชำนาญ ดอกไม้

ศึกวอลเลย์บอลหญิง อายุต่ำกว่า 23 ปี ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย 2019 ที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากลงไปเมื่อ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผลงานของทีมชาติไทย จบที่ 4 ของรายการ ซึ่งถือว่าต่ำกว่า 2 ครั้งที่จัดแข่งก่อนหน้านี้ ที่จบตำแหน่งรองแชมป์

หากว่ากันที่ผลงาน มันค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นความล้มเหลว เนื่องด้วยปีนี้ ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ไม่ส่งทีมเข้าร่วม มีเพียงแค่ จีน ที่มาตรฐานเหนือกว่าไทย ฉะนั้นการผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้เป็นอย่างน้อย จึงเป็นสิ่งแฟนวอลเลย์บอลต่างคาดหวังเอาไว้

ทว่าการพ่ายแพ้ต่อ เกาหลีเหนือ ตั้งแต่นัดแรก ทำให้เส้นทางต้องโคจรมาเจอของแข็งอย่าง จีน ในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งเมื่อวัดมาตรฐานทั้งฟอร์มการเล่นและศักยภาพนักกีฬา ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าสู้ยาก ซึ่งไทยก็พ่ายไป 3 เซตรวด

เมื่อหล่นมาชิงอันดับ 3 กับเจ้าภาพเวียดนาม ทีมที่ไทยผูกขาดชนะได้แทบจะตลอด ไม่ว่าจะพบกันที่ไหน รายการอะไร หรือแม้แต่ชุดเล็ก หรือชุดใหญ่ เรามักทำผลการแข่งขันได้ดีกว่าอยู่เสมอมา

แต่ในโลกของเกมกีฬานั้น ไม่มีใครจะเป็นฝ่ายชนะได้อยู่ตลอด ใช่แล้ว!!! ไทย พ่ายแพ้ต่อ เวียดนาม 1-3 เซต ได้เพียงอันดับ 4 ท่ามกลางกระแสมากมายที่ถาโถมเข้าไปสู่แคมป์นักตบสาว

หนึ่งคนที่ต้องรับผิดชอบเต็มๆคือ โค้ชชำนาญ ดอกไม้ ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ดูแลทีมชุด ถูกตั้งคำถามมากมาย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมผลงานที่ออกมา จึงผิดไปจากเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ขนาดนี้

“ก็ต้องถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จครับ เราไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ การเล่นของเรามีปัญหา ข้อผิดพลาดเยอะ อย่างนัดสุดท้ายกับเวียดนาม จากสถิติที่ออกมาทุกอย่างเราเหนือกว่าเขา ทั้งตบ ทั้งบล็อก แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือเราทำเสียเอง เราเสียเองมากว่าเขาถึงสองเท่า”

“อย่างเรื่องรับลูกเสิร์ฟ คือเวียดนามเขาก็ใช้ลูกเสิร์ฟปกติธรรมดา แต่เรากลับไม่สามารถคอนโทรลบอลได้ คือถ้าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ใช่การแข่งขัน นักกีฬาเราสามารถรับลูกเสิร์ฟแบบนี้ได้สบายมาก”

“อีกปัญหาที่เห็นชัด คือความสม่ำเสมอในการเล่น จากที่ผมย้อนไปดูเทปไฮไลค์หลายครั้ง ถ้าเราเป็นฝ่ายนำ เราจะเล่นดีมาก ไม่ว่าบอลจะมายากแค่ไหน แต่เมื่อไหร่ที่เราเริ่มตามหลัง มันเริ่มจะมีความกดดัน ไม่สามารถคอนโทรลการเล่นของตัวเองได้” โค้ชชำนาญ เปิดใจหลังเดินทางกลับมาถึงเมืองไทย

จากความพ่ายแพ้ต่อเวียดนามของทีมชุด U23 ที่เปรียบเสมือนเป็นรอยต่อก้าวสำคัญในการผลักดันนักกีฬาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทำให้เกิดความกังวลใจไม่น้อยจากแฟนวอลเลย์บอลไทย ถึงมาตรฐานนักกีฬาที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนรุ่นพี่ๆในอนาคต

ถึงเรื่องนี้ โค้ชชำนาญ ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล !!!

“คือใครจะพูดยังไงก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่จะมองจะพูดได้ คือรายการนี้ นักกีฬาที่ไป เราแบกอายุเขาอยู่ เรามีผู้เล่นจาก U18 ไป 3 คน และยังมีผู้เล่นที่ถูกดันขึ้นมาจาก U19 อีก คือด้วยวัยและอายุเท่านี้ สภาวะจิตใจในการรับมือกับแรงกดดัน มันอาจยังไม่เท่ารุ่นเดียวกัน”

“การแพ้เวียดนามครั้งนี้ ผมยังมองว่าทีมเขาก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่อาจจะเพราะเขาเล่นในบ้าน มีแรงจูงใจ แต่เมื่อมองอย่างละเอียดในสนาม เราจะเห็นได้ชัดเลย เรื่องสกิลต่างๆ ยังไงทีมชุดนี้ก็ยังไม่ทันชุดใหญ่ของเรา”

“แต่เราก็ต้องไม่ประมาท ต้องพยายามหาผู้เล่นรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มอีก พัฒนานักกีฬาของเราต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างผู้เล่นชุดนี้ที่ไปแข่งขัน สิ่งสำคัญคือประสบการณ์จากแมตช์จริง ที่พวกเขาได้เรียนรู้กลับมา ซึ่งผมมองว่ามันสำคัญมาก” โค้ชชำนาญ กล่าว

นอกจากนี้การแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของ จิดาภา นาหัวหนอง ลิเบโร่วัยเพียง 17 ปี ได้รับเลือกเป็นลิเบโร่ยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์ คงไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะด้วยการแบกอายุมาเล่นกับรุ่นพี่หลายปี แต่สามารถรับมือ และโชว์ผลงานอันน่าประทับใจในครั้งนี้

“คือเรื่องของรางวัล มันก็เป็นเรื่องดี แต่ผมว่าเขายังต้องได้มากกว่านี้ ต้องมีอะไรมากกว่านี้ คือด้วยวิธีการเล่น แบมจะมีทักษะที่ดี แต่การเป็นลิเบโร่ เรื่องการสั่งการมันสำคัญ ผมคิดเขาต้องเก็บประสบการณ์ในเรื่องพวกนี้เพิ่มขึ้นอีก”

แม้ผลงานจะพลาดเป้าหมายไป แต่หากมองในแง่บวก เรื่องประสบการณ์การสัมผัสเวทีแข่งขันจริง ได้กลายเป็นอีกบทเรียนชั้นเยี่ยมของน้องๆที่ได้กลับมา ต่อยอดพัฒนาฝีมือยกระดับตัวเองขึ้นไปอีกในอนาคต !!!

Mr.SAMBUK