หลังจากที่รอกันมาอย่างยาวนานสำหรับกุนซือคนใหม่ของทีมชาติไทย

ล่าสุดในวันนี้ (21 ก.ค. 62) ส.บอล ได้ทำการเปิดตัว อากิระ นิชิโนะ กุนซือชาวญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ค. 62 ได้แถลงเปิดตัวต่อหน้าสื่อญี่ปุ่นไปแล้ว 

โดยเขาจะรับงานคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ ควบ ยู23 เพื่อลุยทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่าง ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกรอบสอง โซนเอเชีย, ศึกซีเกมส์ 2019 และฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้ายด้วย

ทั้งนี้ นิชิโนะ ถือเป็นโค้ชเอเชียและญี่ปุ่นคนแรกที่ได้คุมทีมชาติไทย โดยก่อนหน้านี้ในอดีตมี 13 คน มาจากเยอรมัน 8 อังกฤษ 3 บราซิลและเซอร์เบีย ชาติละ 1 คน

ซึ่งในงานแถลงครั้งนี้ไม่มีการเปิดเผยเรื่องสัญญาการคุมทีมและเรื่องของค่าตอบแทนที่ นิชิโนะ ได้รับ แต่มีการยืนยันจาก "บิ๊กอ๊อด" พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ว่าเฮดโค้ชคนใหม่ช้างศึกได้รับเงินต่อปีถึง 30 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับสมัยที่เขาทำทีม "ซามูไรบลู" ลุยเวิลด์ คัพ 2018

โดยหลังจากนี้ อากิระ นิชิโนะ วัย 64 ปี มีเวลาเตรียมทีมเดือนกว่าๆ ก่อนที่จะพาทัพช้างศึกชุดใหญ่ลุยศึกคัดบอลโลก โซนเอเชีย ซึ่งเขาคงต้องเริ่มทำงานทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ต้องตามดูฟอร์มนักเตะที่จะเรียกชื่อมาติดทีมชาติอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับศึกษาข้อมูลนักเตะจากสมาคมฟุตบอลด้วย

การจับสลากแบ่งสายฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกรอบสอง โซนเอเชีย เรารู้แล้วว่าไทยอยู่กลุ่มไหนและเจอใครบ้าง เรียกว่าไม่หนักจนเกินไป มีลุ้นเข้าถึงรอบคัดเลือกรอบ 3 แต่ยังไงก็จะประมาทไม่ได้

โดยทีมไทยอยู่กลุ่ม G ร่วมกับสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์, เวียดนาม, มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย

และโปรแกรมทีมชาติไทยกำหนดแล้วดังนี้
นัดแรก วันที่ 5 กันยายน 2562, ไทย - เวียดนาม
นัดที่สอง วันที่ 10 กันยายน 2562, อินโดนีเซีย - ไทย
นัดที่สาม วันที่ 15 ตุลาคม 2562, ไทย - ยูเออี
นัดที่สี่ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562, มาเลเซีย - ไทย
นัดที่ห้า วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562, เวียดนาม - ไทย
นัดที่หก วันที่ 26 มีนาคม 2563, ไทย - อินโดนีเซีย
นัดที่เจ็ด วันที่ 4 มิถุนายน 2563, ยูเออี - ไทย
นัดที่แปด วันที่ 9 มิถุนายน 2563 , ไทย - มาเลเซีย

ซึ่งการเปลี่ยนแปลง "หัวหน้าผู้ฝึกสอน" ในครั้งนี้มันย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในทีมชาติไทยไปในตัวด้วย

โดยวันนี้ทีมข่าว SMMSPORT ขออนุญาตออกโรงวิเคราะห์ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังการเข้ามาของ "อากิระ นิชิโนะ" แบบเน้นๆ จะมีอะไรบ้างลองกวาดสายตาดูได้เลยครับ 

รูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไป 

ข้อนี้เป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะกุนซือแต่ละคนรูปแบบการทำทีมต่างกัน ดังนั้นรูปแบบการเล่นก็จะแตกต่างกันไปด้วย ในเมื่อ นิชิโนะ เป็นโค้ชชาวญี่ปุ่น ยี่ห้อรับประกันคุณภาพอยู่แล้วว่ายอดเยี่ยมแค่ไหน ผลงานที่เพิ่งผ่านสายตาไปก็คงเป็นการพาทัพ ซามูไรบลู ทะลุรอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึก ฟุตบอลโลก 2018 ก่อนแพ้ เบลเยี่ยม ไปแบบฉิวเฉียด นำก่อนถึง 2-0 แต่แพ้ 3-2 อย่างสุดมัน ด้วยการเล่นเกมเพรสซิง มีวินัย เล่นสนุก ดุดัน วิ่งสู้ฟัด รวมถึงการปลูกฝังทัศนคติให้นักเตะกระหายที่จะลงไปเล่นในสนามซึ่งข้อนี้สำคัญมากในความคิดของเขานั่นอาจจะหมายความว่าเขาเน้น "ทัศนคติ" ในการเล่นก่อนแทกติก

แข้งหน้าใหม่ของไทยแลนด์

ข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่หลายคนให้ความสนใจที่สุด เพราะเมื่อก่อนเป้าโจมตีใหญ่ๆ ที่ "โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยโดนวิจารณ์อย่างหนักหน่วงก็คือการเลือกผู้เล่นหน้าเดิมๆ เข้ามาสู่ทีมชาติไทย ทั้งที่มีผู้เล่นหน้าใหม่ทำผลงานได้เข้าตา แต่กลับไม่เรียกเข้ามาติดทีม ดังนั้นในยุคของ อากิระ นิชิโนะ กุนซือชาวญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องการซื่อตรง ซื่อสัตย์ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามาสู่ทีมไม่มากก็น้อยแน่นอน เพราะมันก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งอย่างน้อยถ้าเขาเห็นใครฟอร์มดีผ่านสายตาตัวเองก็น่าจะมีการลิสต์รายชื่อเอาไว้บ้างล่ะ

ความหวังใหม่ของแฟนบอล

การเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้ง ย่อมมากับความคาดหวังเป็นเรื่องธรรดา เพราะการที่เราเปลี่ยนแปลงก็เพื่อทำให้ดีขึ้น แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่า "การเปลี่ยนแปลง" ในแต่ละครั้งนั้นมันจะดีจนสุดหรือทรุดจนร่วง ซึ่งการเข้ามาของ อากิระ นิชิโนะ จึงเปรียบเสมือนการเปลี่ยนแปลงที่ "สร้างความหวังใหม่" ให้กับแฟนๆ ฟุตบอลไทย เรื่องนี้ "โค้ชเฮง" คุณ วิทยา เลาหกุล อดีตปธ.เทคนิคที่สนิทสนมกับ นิชิโนะ ให้เหตุผลน่าสนใจว่า นิชิโนะ สามารถสร้างแรงกระตุ้นให้นักเตะดาวรุ่งมีพัฒนาการได้ดี การที่เขาเข้ามามันอาจไม่การันตีว่าทีมชาติไทยจะประสบความสำเร็จ แต่แฟนบอลสามารถเชื่ออย่างนึงได้ว่า เรื่องแนวทางการเล่น เราจะชัดเจนมากขึ้น เขาอาจมีเวลาเตรียมทีมที่จำกัด แต่ปกติของคนญี่ปุ่น เขาก็จะมีแผนงาน รับมือตรงนี้ไว้อยู่แล้ว และมันอยู่ที่ศิลปะว่าเขาจะเลือกตัวผู้เล่นให้เขากับแนวทางการเล่นของเขา ได้ดีแค่ไหน

การเรียนรู้ครั้งใหม่

ข้อนี้เป็นของนักเตะและโค้ชอย่างแท้จริง เพราะนี้จะถือเป็นครั้งแรกที่ทัพช้างศึก ใช้โค้ชเอเชียและญี่ปุ่นคุมทีมครั้งแรก นั้นทำให้เกิดการเรียนรู้ครั้งใหม่เป็นธรรมดาระหว่างโค้ชและนักเตะ ตัวโค้ชเองอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้เกี่ยวกับรูปร่าง ความสามารถของนักเตะแต่ละคนของไทยอีกสักระยะ ส่วนตัวนักเตะไทยเองก็ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกซ้อม แทคติก รูปแบบการเล่น ทัศนคติต่างๆ ที่เขาจะนำมาใช้กับทีม นักเตะไทยกับญี่ปุ่นไม่เหมือนกันแน่ๆ ชนาธิป, ฐิติพันธ์, ธีราทร ที่ไปเล่นในเจลีก หรือ ธีรศิลป์ แดงดา ที่เคยผ่านประสบการณ์ที่นั้นมา 1 ปี อาจไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก แต่ที่เหลือคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ซึ่งยังไม่รู้ว่านานแค่ไหนกว่าจะเข้าใจกัน เพราะด้วยความต่างทั้งภาษาและต่างวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามก็ต้องคอยให้กำลังใจกันต่อไป

ทีมชาติไทยยุคการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะเปลี่ยนไปมากหรือน้อยแค่ไหนคงยังเดาไม่ออกแน่นอน เพราะโค้ชใหม่ก็ยังไม่เริ่มงาน...

แต่สิ่งที่สามารถบอกได้ในตอนนี้คือยังไงแฟนบอลทุกคนก็ยังเชียร์กันต่อไป เพราะ ทีมชาติไทย เป็นของเราทุกคน ดังนั้นเราต้องช่วยกันเชียร์ และเมื่อผลงานดีก็อย่าลืมที่จะต้องเอ่ยปากชม เฉกเช่นเดียวกันหากผลงานทีมชาติลงเหวเมื่อนั้นคุณเตรียมตัวเจอกับคำวิจารณ์ได้เลย "อากิระ นิชิโนะ"