ถึงแม้จะมีดีกรีสวมปลอกแขนกัปตันพาลูกทีม ลิเวอร์พูล ขึ้นชูถ้วยแชมป์ยุโรปหนล่าสุดไปหมาดๆ แต่ถึงกระนั้น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็ยังเป็นนักเตะที่แฟนบอลทีมอื่นๆ หลายคน ยังมองด้วยความเหยียดหยาม

ดาวเตะมาดเนี้ยบ จะยังเป็นคนที่ดูไม่เก่งและไม่คู่ควรต่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอในสายตาของพวกเขา ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว “เฮนโด้” เก็บข้าวของย้ายจาก ซันเดอร์แลนด์ มาพิสูจน์ตัวเองในถิ่น แอนฟิลด์ พร้อมกับบทพิสูจน์ที่ยากลำบาก เฮนเดอร์สัน ไม่สามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อทัพ “หงส์แดง” ได้มากมายอะไรในเวลานั้น แถมยังมีช่วงที่โชว์ฟอร์มฝืด ทำผลงานได้สารวันเตี้ยลงๆ อีกต่างหาก มันเลวร้ายจนถึงขั้นที่ว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตกุนซือของสโมสร เคยตัดสินใจเรียก “เฮนโด้” เข้าไปพบที่ออฟฟิศ พร้อมกับแจ้งอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไป และขอให้เริ่มต้นหาทีมใหม่ได้เลยทันที

ในตอนนั้น ลิเวอร์พูล พยายามที่จะเจรจากับ ฟูแล่ม เพื่อเอา เฮนเดอร์สัน ไปแลกตัวกับ คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ อย่างจริงจังดาวเตะจอมทุ่มเท ที่เคยถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ต้องกลับบ้านไปชั่งใจถึงอนาคตของตัวเองอย่างหนัก โดยเขายอมรับในภายหลังว่าเขานอนร้องไห้ฟูมฟายในคืนนั้น เสมือนว่าชีวิตของตัวเองกำลังจะล้มเหลว วันต่อมา เขาแจ้งกับสโมสร ลิเวอร์พูล ว่าเขาจะขอฮึดสู้ต่อเป็นเฮือกสุดท้ายเข็มนาฬิกาหมุนเวียนผ่านไปจนถึงวันนี้ 

เฮนเดอร์สัน ก้าวมาไกลเหลือเกินจากอดีตที่เคยยืนปริ่มๆ อยู่หน้าเหว สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกคนได้เห็น “เฮนโด้ เสียน้ำตาเพิ่มอย่างน้อยถึง 2 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ตอนที่เดินไปกอดกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตอนจบเกมนัดชิง แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วยการเข้าโอบกอดกับคุณพ่อบังเกิดเกล้า ที่สนับสนุนเป็นกำลังใจให้มาตลอด ภาพทุกอย่างบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เฮนเดอร์สัน มีความรู้สึกอัดอั้นอยู่ภายในมากแค่ไหน นับตั้งแต่สืบทอดปลอกแขนกัปตันทีมต่อจากสุดยอดตำนานอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เราทุกคนได้เห็น เฮนเดอร์สัน ต้องแบกรับความกดดันอย่างหนักมาตลอด

ก็อย่างที่บอกไปในย่อหน้าแรกๆ เขาดูจะไม่เคยเก่งพอเสียทีในสายตาแฟนๆ แม้กระทั่งวันที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นกัปตันทีมชูถ้วย “บิ๊กเอียร์” ให้ “เร้ด แมชชีน” เป็นสมัยที่ 6 แต่ถ้าเราจะสังเกตกันดีๆ เราก็จะทราบว่า เฮนเดอร์สัน ไม่ได้เป็นแค่นักเตะฝีเท้าดาดๆ ที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป อย่างน้อยก็ในเรื่องของความทุ่มเทให้กับฟุตบอลอย่างบ้าคลั่งของเจ้าตัว อดีตปีกขวาดาวรุ่งของทัพ “แมวดำ” เคยกล่าวว่า “ผมเป็นคนทุ่มเทอย่างหนักโดยธรรมชาติ ผมอยากจะพัฒนาจุดต่างๆ ของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่ามันจะคืออะไร แม้กระทั่งบางเรื่องที่ผมรู้ว่าผมทำได้ดีแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะทำให้มันดีขึ้นไปอีก” รางวัลตอบแทนที่เห็นกันในวันนี้ มันก็ชัดเจนว่าคุ้มค่า

อย่างที่บอกไปว่า เฮนเดอร์สัน ไม่ใช่นักเตะที่ไม่มีพรสวรรค์เลยซะทีเดียว เขาเคยถูกเรียกติดทีมชาติตั้งแต่อายุ 20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับตอนที่เขาย้ายไปอยู่ ลิเวอร์พูล เฮนเดอร์สัน มีความพิเศษในตัวเอง แต่เราต้องยอมรับว่าเขาไม่ได้มหัศจรรย์ถึงขั้นที่พร้อมจะฉายแสงเปล่งปลั่งกับ ลิเวอร์พูล ในโดยทันทีเหมือนอย่าง ฟาน ไดค์ , มาเน่ , โอเว่น , เจอร์ราร์ด หรือ ฟาวเลอร์

เจมี่ คาร์ราเกอร์ ตำนานกองหลังของ ลิเวอร์พูล เคยต้องใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งของอาชีพไปกับการเป็นตัวตลก ก่อนจะค่อยๆ ได้รับการยอมรับจากผู้คน เฮนโด้ ไม่ได้ใช้เวลานานขนาดนั้น แต่เขาก็ต้องการมันคล้ายๆ กับ “คาร์ร่า” และเขาก็ค่อยๆ ดีขึ้นมาจริงๆ อันที่จริง “เฮนโด้” เริ่มที่จะได้รับการยอมรับตั้งแต่ตอนฤดูกาลเฉี่ยวแชมป์ของ ลิเวอร์พูล ในยุค ร็อดเจอร์ส แล้ว! มันเป็นปีที่เขาโชว์ฟอร์มได้สุดยอด แต่ครั้งพอจะเริ่มได้รับการยอมรับ มันก็ดันเป็นจังหวะที่ เจอร์ราร์ด โบกมืออำลาทีมไปเสียอีก นั่นทำให้ เฮนเดอร์สัน ต้องเหมือนกับมาเริ่มพิสูจน์ตัวเองใหม่ พร้อมกับการรับมือความกดดันของ 1 ในงานที่โหดร้ายที่สุดในโลก

 

จนถึงวันนี้ ถ้าถามว่าชายที่ชื่อ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มีฝีเท้าที่เหนือกว่า เจอร์ราร์ด แล้วหรือยัง ? เราก็ต้องตอบตามความจริงว่า ยัง! แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เฮนเดอร์สัน เป็นนักเตะที่ใช้ไม่ได้ และไม่คู่ควรกับปลอกแขนกัปตันอันทรงเกียรติของ ลิเวอร์พูล ท่ามกลางความโดดเด่นต่างๆ ของทีมที่เกิดขึ้นมากมาย แต่มันมี เฮนเดอร์สัน คนเดียวที่รีบพุ่งเข้าไปหา เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ และคู่กรณีในสนามอย่าง แฮร์รี่ เคน และตั้งใจอธิบายถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างเกมแบบแฟร์ๆ ในแมตช์ที่ 2 ของรอบรองชนะเลิศที่พบกับ บาร์เซโลน่า เราได้เห็น เฮนเดอร์สัน ยอมฉีดยาระงับปวดด้วยความยินดีในช่วงพักครึ่ง ทั้งๆ ที่ผู้เล่นบางคนอาจถอดใจขอเปลี่ยนตัวออกไปแล้ว

ในช่วงที่ ฌอน ค็อกซ์ แฟนบอลเลือดข้นของ “เร้ด แมชชีน” โดนแฟนบอล โรม่า ทำร้ายหนักจนอาการสาหัส มันก็เป็น เฮนเดอร์สัน คนนี้ที่ไม่เคยลืมเรื่องราว และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรกดำเนินการเรื่องการทำสัญลักษณ์ธงให้กำลังใจยามที่ทีมลงสนาม

 

ปีที่แล้วที่ “หงส์แดง” พ่ายให้กับ เรอัล มาดริด อย่างเจ็บปวด ผู้นำของ ลิเวอร์พูล ที่ชื่อ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน คือคนที่แสงสปิริต อยู่ยาวแสดงความยินดีกับแข้ง “ราชันชุดขาว” เป็นคนสุดท้าย และที่ต้องไม่ลืมตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมาก็คือ เฮนเดอร์สัน ยอมเสียสละถอยลงไปเล่นมิดฟิลด์ตัวรับอย่างเต็มตัว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ตำแหน่งถนัด ซึ่งก็โดนวิจารณ์เสียๆ หายๆ ไปหลายเกม มันเพิ่งจะมีช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลเท่านั้น ที่ คล็อปป์ เล็งเห็นว่า ฟาบินโญ่ คือคนที่เหมาะกับบทบาทตัวตัดเกมที่สุด และขยับ เฮนเดอร์สัน ขึ้นมาเป็น Box to box

ด้วยวัย 28 ปี สำหรับบางคนมันอาจแก่เกินไปสำหรับการพัฒนา แต่คงไม่ใช่กับ เฮนเดอร์สัน ที่พร้อมเรียนรู้ยกระดับฝีเท้าของตัวเองอยู่เสมอ ทุ่มเท , ไม่หยุดเรียนรู้ , เสียสละ , มีความเป็นผู้นำ และล่าสุด มีดีกรีของการเป็นแชมป์รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก เพียงเท่านี้ มันก็บ่งบอกอย่างชัดเจนแล้วว่า เฮนเดอร์สัน เป็นกัปตันทีมที่สุดยอดและคู่ควรกับ ลิเวอร์พูล ขนาดไหน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอาไปเปรียบเทียบกับ “สตีวี่ จี” เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะผลงานที่เขาแสดงออกมาวันนี้ มันคือหลักฐานที่บอกว่าเขาได้ก้าวพ้นจากเงาของ เจอร์ราร์ด อย่างเต็มตัวแล้วเป็นที่เรียบร้อย