นี่เป็นครั้งแรกที่ทัพ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สามารถทะลุเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องพ่ายให้กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลในที่สุด และนี่คือ 5 เหตุผลที่ยอดทีมจากกรุงลอนดอนแพ้ในเกมนี้

1. สตาร์ดังสเปอร์สนัดกันฟอร์มฝืด


อย่างที่แฟนบอลทุกคนทราบกันเป็นอย่างดีว่า สเปอร์ส คือหนึ่งในทีมที่มีสตาร์ดังฝีเท้าดีอยู่ในทีมมากมายไม่ว่าจะเป็น แฮรี่ เคน, ซน ฮึง-มิน, คริสเตียน อีริคเซ่น, เดเล่ อัลลี และ ลูคัส มูร่า และด้วยขุมกำลังที่ได้กล่าวมาทำให้ทัพ "ไก่เดือยทอง" สามารถเกาะกลุ่มในพื้นที่ท็อป 4 ได้ 4 ปีติดต่อกัน แต่ทว่าในเกมนี้บรรดานักเตะตัวหลักที่เคยโชว์ฟอร์มเทพในรอบก่อนหน้านี้ ไม่มีใครที่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้เลยแม้แต่คนเดียว

 

2. แท็กติกส์ที่ชวนตั้งคำถามของ 'ปอเช็ตติโน่'


ตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เมาริซิโอ ปอเช็ตติโน่ นายใหญ่พลังหนุ่มของ สเปอร์ส คือหนึ่งในกุนซือที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในยุคนี้ จากการที่เขาสามารถทำทีมระดับกลางขึ้นมาเป็นสโมสรใหญ่ในเวทียุโรปได้ แต่ดูเหมือนเกมเมื่อคืนที่ผ่านมากุนซือชาวอาร์เจนติน่ารายนี้จะจัดตัวผิดพลาด เนื่องจากเขาได้ใส่ชื่อของ เคน ที่ไม่ได้ลงสนามมาเลยตลอด 53 วันที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในนักเตะตัวจริง ซึ่งผลปรากฎว่ากองหน้าทีมชาติอังกฤษไม่สามารถสร้างความลำบากให้กับกองหลังของ "หงส์แดง" ได้เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งการส่งตัว มูร่า ลงสนามในขณะที่เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 24 นาที ทำให้เกิดข้อสงสัยกันเป็นวงกว้างว่าทำไม ปอเช็ตติโน่ ถึงไม่ส่ง มูร่า ลงเป็นตัวจริงก่อน เคน ในเกมนี้

 

3. ชายที่ชื่อว่า 'อลิสซอน'


สกอร์ที่ออกมาเกมนี้ทำให้หลายคนมองว่า สเปอร์ส มีโอกาสยิงค่อนข้างน้อย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะการยิงเพื่อลุ้นประตูของทัพ "ไก่เดือยทอง" ทุกครั้งไม่สามารถผ่านมือของ อลิสซอน ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งนั่นเป็นการพิสูจน์ว่าเงินที่ ลิเวอร์พูล เสียไปในการคว้าตัวนายด่านทีมชาติบราซิลรายนี้มาร่วมทีมนั้นคุ้มทุกบาทุกสตางค์

 

4. ลูกจุดโทษต้นเกมสุดน่ากังขา


หนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมนี้ก็คือการที่ผู้ตัดสินเป่าให้ฝั่ง ลิเวอร์พูล ได้ลูกจุดโทษตั้งแต่นาทีแรกของเกมจากจังหวะที่ ซาดิโอ มาเน่ เปิดบอลไปโดนแขนของ มุสซ่า ซิสโซโก้ ที่อยู่ในกรอบเขตโทษ ซึ่งเมื่อดูจากภาพช้าจะพบว่าบอลนั้นไปโดนบริเวณอกของ ซิสโซโก้ ก่อนที่จะมาโดนแขน และประตูนี้ทำให้แท็กติกส์ที่ ปอเช็ตติโน่ วางไว้ก่อนเกมแทบจะใช้งานไม่ได้เลย

 

5. คู่แข่งอย่าง 'ลิเวอร์พูล' สามารถเล่นได้ตามแผนที่วางเอาไว้


ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลิเวอร์พูล คือหนึ่งในทีมที่มีเกมรุกที่อันตรายที่สุดในยุโรป ซึ่งในฤดูกาลนี้พวกเขาก็ยังทำได้ตามคำพูดนั้น แถมยังมีเกมรับที่เหนียวแน่น โดยในเกมนี้บรรดาลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ สามารถทำได้ตามแท็กที่เขาวางไว้ เห็นได้ชัดจากการที่ครึ่งแรกพวกเขามีสถิติครองบอลสูงถึง 70 เปอร์เซนต์, ได้เตะมุมมากถึง 6 ครั้ง และมีโอกาสยิงตรงกรอบไปถึง 2 ครั้ง ในขณะที่ทัพ "ไก่เดือยทอง" ยิงไม่เข้ากรอบเลยแม่แต่ครั้งเดียว ส่วนในครึ่งหลังในขณะที่ สเปอร์ส ได้โอกาสครองบอลมากขึ้น คล็อปป์ ก็ตัดสินใจส่ง ดิว็อก โอริกี้ ที่มีความเร็วลงสนามมา ซึ่งสุดท้ายกองหน้าชาวเบลเยี่ยมรายนี้ก็เป็นคนยิงประตูที่ 2 ในนาทีที่ 87 ทำให้เป็นการการันตีว่า ลิเวอร์พูล จะสามารถคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 มาได้อย่างแน่นอน