ตลอดช่วงเวลา 7 ฤดูกาลหลังสุด เราทุกคนต่างก็จำกันได้ว่า บาเยิร์น มิวนิค คือทีมเดียวที่ครอบครองถาดแชมป์ บุนเดสลีกา แบบไม่แบ่งให้ใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะเคยประกาศศักดาพา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ โฉบเอาความสำเร็จไปเชยชม 2 ฤดูกาล แต่มันก็ได้ก่อให้เกิดพลังแห่งความแค้นของทัพ “เสือใต้” อย่างใหญ่หลวงนับจากนั้น

มหาอำนาจอย่างพวกเขา แทบไม่เคยถูกลูบคมขนาดนี้ และมันทำให้ทีมดังแห่งแคว้นบาวาเรีย กลับมาโชว์ความอำมหิตด้วยการกวาดไปถึง 91 แต้มในฤดูกาล 2012/13 ทิ้งห่างคู่ปรับเก่าอย่าง “เสือเหลือง” ไปกระจายถึง 25 แต้ม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บาเยิร์น ก็ไม่เคยเสียบัลลังก์ของตัวเองให้ใครอีกเลย เช่นเดียวกับบทสรุปของซีซั่นล่าสุดที่พวกเขาคว้าแชมป์ไปครอง

อย่างไรก็ดี…..แชมป์หนล่าสุดในยุค นิโก้ โควัช ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงของรายละเอียดบางอย่างที่ “เสือใต้” อาจต้องนำกลับมาพิจารณาเล็กน้อย หากยังหวังที่จะครองความยิ่งใหญ่ต่อไปอีกยาวๆ ในอนาคต

บาเยิร์น คว้าแชมป์ครั้งนี้ไปครองด้วยจำนวนแต้ม 78 คะแนน!!!

พูดกันตามตรงเลยก็คือ นั่นไม่ใช่ตัวเลขที่สวยงามสักเท่าไหร่ เช่นเดียวกับการแพ้ในลีกไปถึง 4 และหลุดเสมออีก 6 แต่มันก็ยังเพียงพอที่จะทำให้พวกเขามีแต้มมากกว่า ดอร์ทมุนด์ 2 แต้ม

ถึงกระนั้น มันก็แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของ บาเยิร์น นั้นตกลงไปจากเดิม พวกเขาไม่ใช่ทีมที่ไร้เทียมทานถึงขนาดนั้นอีกต่อไป

ด้วยนโยบายและองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ได้เป็นตัวการที่ทำให้ บาเยิร์น ไม่มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับพวกเขาเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยมีหลักฐานของทีมที่จบรองแชมป์ และจำนวนคะแนนเป็นหลักฐานฟ้องทนโท่

7 ฤดูกาลที่ผ่านมา เราแทบไม่สนใจทีมที่จบอันดับ 2 เลย เพราะพวกเขามีคะแนนที่แตกต่างจากทัพ “เสือใต้” เหลือเกิน จะมีก็เพียงแค่ ดอร์ทมุนด์ ในปีนี้เท่านั้น ที่พอจะได้ลุ้นมากกว่าปีอื่นๆ สักหน่อย

7 ฤดูกาลที่ว่านี้ – ดอร์ทมุนด์ คือทีมที่โผล่มาคว้าอันดับ 2 บ่อยที่สุดที่จำนวน 4 ครั้ง! ส่วนอีก 3 ครั้งตกเป็นของ ชาลเก้, ไลป์ซิก, โวล์ฟบวร์ก  

ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่มีปีไหนเลยที่ บาเยิร์น จะทำคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 น้อยกว่า 10 คะแนน นั่นก็เพราะไม่มีทีมไหนที่มีศักยภาพหรือมาตรฐานที่จะต่อกรกับพวกเขาได้ทั้งสิ้น

อันที่จริงแล้ว ในฤดูกาลล่าสุด ทีมอย่าง ดอร์ทมุนด์ ก็ไม่ได้มีมาตรฐานที่พร้อมท้าทายอะไรพวกเขามากมาย แต่เป็นทางทัพ “เสือใต้” เองต่างหากที่เหมือนลดระดับลงมาทำให้การแข่งขันสูสี

ดอร์ทมุนด์ ที่เบ็ดเสร็จแล้วเก็บแต้มในลีกไป 76 คะแนนก็ยังสามารถลุ้นแชมป์ไปได้จนถึงวันสุดท้าย ทั้งๆ ที่ก็ทำแต้มหกเรี่ยราดตามทางมาตลอด

การคว้าถาดแชมป์ของ บาเยิร์น ในหนนี้ จึงไม่ค่อยให้ความรู้สึกการันตีเก้าอี้ของ นิโก้ โควัช สักเท่าไหร่นัก ซึ่งเมื่อมองภาพประกอบกับผลงานใน แชมเปี้ยนส์ลีก ที่โดน ลิเวอร์พูล ไล่ถลุงย่อยยับ มันก็ยิ่งดูเลวร้ายเข้าไปใหญ่

ไม่ว่า โควัช จะอยู่คุมทีมต่อไปหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เลยก็คือ บาเยิร์น จำเป็นต้องยกเครื่องหนใหญ่อีกครั้ง

ฟร้องค์ ริเบรี่, อาร์เยน ร็อบเบน และ ราฟินญ่า จะอำลาทีมซัมเมอร์นี้ และเราก็ยังไม่รู้ได้ว่านักเตะซีเนียร์อย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, โธมัส มุลเลอร์, มานูเอล นอยเออร์, ฆาบี มาร์ติเนซ, มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ และคนอื่นๆ จะเค้นฟอร์มได้ดีขนาดไหน

อนาคตของ บาเยิร์น หลังจากนี้พวกเขาจะมี ติอาโก้ อัลคานทาร่า, ดาวิด อลาบ้า, โจชัว คิมมิช ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักรุ่นใหญ่แบบเต็มตัวชุดใหม่ โดยจะมีนักเตะที่ถูกซื้อเข้ามาเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่ง

หากไม่ปรุงแต่งรสชาติให้ดี หรือทำอะไรบางอย่างพลาดไป มันก็มีโอกาสที่วัฏจักรแห่งความยิ่งใหญ่ของ “เสือใต้” อาจจะถึงเวลาต้องถูกท้าทายหรือโดนเบรกไว้ชั่วคราวบ้าง

ปีหน้า ดอร์ทมุนด์ ของกุนซือ ลูเซียง ฟาร์ฟ จะกลับมาพร้อมกับแรงกระตุ้นใหม่ เช่นเดียวกับ เลเวอร์คูเซ่น ของ ปีเตอร์ บอสซ์ ที่อาจจะมีลุ้นขับเคี่ยวได้สูสีขึ้น

มันขึ้นอยู่กับว่าเมื่อ บาเยิร์น มัวแต่เหม่อเปิดจุดอ่อนออกมาแบบนี้ บรรดาคู่แข่งของพวกเขาจะฉวยโอกาสได้ดีพอหรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมามันก็ไม่เคยดีพอ

ใครจะรู้ ? บางที บุนเดสลีกา ในซีซั่นหน้า อาจเป็นลีกที่เราได้ตามเชียร์ลุ้นแชมป์กันได้สนุกขึ้นกว่าเดิมครับ