"เป๊ป" โจเซฟ กวาร์ดิโอล่า ยังคงเป็น "กุนซือ" ที่พบกับความสำเร็จได้แบบต่อเนื่องของวงการลูกหนังโลกยุคนี้ เพราะเพิ่งนำทัพ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เข้าป้ายแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้แบบหืดจับในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018/19

ทำให้ "เป๊ป" สร้างผลงานเป็น "กุนซือ" ที่ประสบ "ความสำเร็จ" ได้ชูถ้วยแชมป์ในช่วงตลอด 11 ปีมากถึง 26 รายการ จากงานคุมทีมลูกหนังมาแล้ว 3 สโมสร นับตั้งแต่เริ่มต้นงานโค้ชกับ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ในปี 2008 แล้วได้แชมป์จนถึงปี 2012 มากถึง 14 ใบ ไล่ตั้งแต่ แชมป์ลาลีกา สเปน 3 สมัย, แชมป์โคปา เดล เรย์ 2 สมัย, แชมป์ซูเปอร์ โคปา เอสปันญ่า 3 สมัย, แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2 สมัย, แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2 สมัย และแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย หลังจากนั้นย้ายไปกวาดอีก 7 แชมป์กับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้แก่ แชมป์บุนเดสลีกา เยอรมนี 3 สมัย, แชมป์เดเอฟเบ โพคาล 2 สมัย, แชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 2 สมัย และแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย ก่อนจะย้ายมาปักหลักกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่ปี 2017 แล้วโกยไปแล้วถึง 5 แชมป์ ซึ่งประกอบไปด้วย แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2 สมัย, แชมป์ลีก คัพ 2 สมัย และแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ อีก 1 สมัย

ด้วยเหตุนี้ "เป๊ป" จึงสามารถแซงหน้าสถิติของ โจเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในกุนซือคู่ปรับที่พร้อมเปิดศึกแย่งความสำเร็จจากวงการลูกหนังโลกยุคนี้ได้แล้ว เนื่องจากโค้ชว่างงานชาวโปรตุกีสต้องตัวเลขหยุดตัวเลขในเรื่องของการคว้าถ้วยแชมป์เอาไว้ที่ 25 รายการ นับตั้งแต่ที่ต้องแปรสภาพกลายเป็นโค้ชไร้สังกัดจากตอนที่โดน "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลดออกจากตำแหน่งเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว โดย มูรินโญ่ เคยฝากฝีมือจากการกวาดแชมป์ร่วมกับบรรดาทีมเก่าอย่าง ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน, รีล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้หลายรายการเลยทีเดียว

แต่ถ้าถามว่าใครคือ "กุนซือ" ที่สามารถกวาดถ้วยแชมป์ได้มากที่สุดในวงการลูกหนังโลก หากดูจากสถิติในเรื่องของความสำเร็จแล้วจะพบกับว่า "เฟอร์กี้" เซอร์อล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือชาวสกอตคือบุคคลคนนั้น เพราะเคยนำ 2 อดีตต้นสังกัดอย่าง อเบอร์ดีน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โกยถ้วยแชมป์ร่วมกันได้มากถึง 49 รายการเลยทีเดียว ก่อนตัดสินใจ "ปลดเกษียณ" โบกมืออำลาวงการลูกหนังในปี 2013 และได้รับการจารึกชื่อว่าเป็นโค้ชที่สามารถชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มากที่สุดถึง 13 สมัยอีกด้วย  

ส่วนอันดับ 2 เป็นของ มีร์เซีย ลูเชสคู กุนซือจอมเก๋าชาวโรมาเนีย เพราะเคยพเนจรพาอดีตสังกัดในแถบยุโรปตะวันออกอย่าง ราปิด บูคาเรสต์, กาลาตาซาราย, เบซิคตัส, ชักเตอร์ และ เซนิท เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก กวาดถ้วยแชมป์ร่วมกันได้มากถึง 32 รายการ และเพิ่งตัดสินใจ "รีไทร์" เลิกคุมทีมลูกหนังในช่วงหลังแยกทางกับทีมชาติตุรกีเมื่อตอนต้นปีนี้เอง ขณะที่ วาเลรี่ โลบานอฟสกี้ กุนซือผู้ล่วงลับชาวยูเครนตามมาเป็นอันดับ 3 จากการนำอดีตสังกัดตั้งแต่สมัยที่สหภาพโซเวียตยังไม่ล่มสลายกวาดถ้วยแชมป์ได้ร่วมกันมากถึง 30 รายการ แถมยังได้รับการจารึกชื่อให้เป็นตำนานของ ดินาโม เคียฟ ทีมลูกหนังที่เคยเป็นทั้งผู้เล่นและกุนซือให้มาก่อน อันดับ 4 เป็นของ อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ กุนซือชาวเยอรมันที่วางมือไปแล้ว เพราะเคยนำอดีตสังกัดกวาดถ้วยแชมป์ร่วมกันได้มากถึง 28 รายการ โดยเฉพาะการนำทัพ "เสือเหลือง" ดอร์ทมุนด์ และ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เข้าป้ายแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ทีมละ 1 สมัย

เท่ากับว่า ตอนนี้ "เป๊ป" รั้งอันดับ 5 จากการสร้างผลงานกวาดถ้วยแชมป์ได้เท่ากับ 2 กุนซือระดับตำนานอย่าง "บิ๊กฟิล" หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือชาวบราซิเลียนที่เคยนำทัพ "แซมบ้า" คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 แล้วพเนจรไปคุมทีมอีกหลายสโมสร แม้ตอนนี้จะมีอายุมากถึง 72 ปี แต่ยังทำหน้าที่คุมทัพ พัลไมรัส ในบ้านเกิด รวมถึง จ็อค สตีน ตำนานกุนซือผู้ล่วงลับชาวสกอตของ กลาสโกว เซลติก ด้วยจำนวน 26 รายการพอดี ทว่าโค้ชชาวสเปนมีโอกาสแซงทั้ง 2 คนดังกล่าวเพื่อเพิ่มสถิติเป็น 27 รายการเพียงคนเดียวแล้วหนี มูรินโญ่ ห่างออกไปอีก 

หาก "เป๊ป" สามารถนำทัพ "เรือใบสีฟ้า" คว้าชัยในนัดชิงจากการสยบ วัตฟอร์ด แล้วเข้าป้ายแชมป์เอฟเอ คัพ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ได้สำเร็จ    

ลุงป๊อบ แฟนพันธุ์แท้