เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยต้องเจ็บปวดกับการเสียแชมป์ให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวินาทีสุดท้ายของเกมสุดท้ายฤดูกาล 2011-12

ซีซั่นถัดมา เขาพา “ปีศาจแดง” กลับมาระเบิดฟอร์มทวงแชมป์ พรีเมียร์ลีก คืนได้อย่างสาสม โดยทำแต้มทิ้งห่าง “เรือใบสีฟ้า” 11 แต้ม

นั่นคือสิ่งที่หลายๆ คนวิเคราะห์ไปถึงอนาคตของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ หลังจบฤดูกาล 2018-19

“หงส์แดง” ต้องปวดร้าวกับการคว้ารองแชมป์ด้วยการกวาดไปถึง 97 แต้ม! มันอาจทำให้พวกเขาเกิดความแค้น แล้วไประเบิดพลังขั้นเทพในซีซั่นหน้าเหมือนกับที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ของ “เฟอร์กี้” เคยทำมาก่อน

ถามว่าเป็นไปได้ไหม? เราก็ต้องตอบว่ามันมีความเป็นไปได้แน่นอน

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ลิเวอร์พูล จะยังมีกุนซือยอดฝีมืออย่าง คล็อปป์ ทำทีมลุยต่อ เฉกเช่นเดียวกับแข้งกำลังหลักหลายๆ คนที่น่าจะยังไม่ย้ายไปไหน หรือถ้ามีตัวเทพย้ายไป มันก็ไม่น่าเกิน 1 คน

นอกเหนือจากนี้ ผลจากการที่พวกเขาทะลุเข้ารอบลึกๆ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นเดียวกับซีซั่นหน้า ที่ก็ตีตั๋วไปลุยได้อีก นั่นก็ทำให้พวกเขามีเงินทุนในการทุ่มซื้อผู้เล่นดีๆ เข้ามาใหม่

อนาคตของ “เร้ด แมชชีน” ดูจะสดใส มีโอกาสเป็นกราฟขาขึ้นแบบยาวๆ ไม่ว่าพวกเขาจะคว้าแชมป์มาได้กี่รายการก็ตาม

แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็มีคนพูดกันท่าไว้ก่อนเช่นกัน ว่าชีวิตของ “หงส์แดง” หลังจากวันนี้ อาจไม่ง่ายดายอย่างที่หลายๆ คนคิด

ซีซั่นหน้า จะถือเป็นการทำงานฤดูกาลที่ 5 ของ คล็อปป์ ในถิ่น เมอร์ซี่ไซต์ – ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่หลายๆ คนเป็นกังวลว่า ลิเวอร์พูล อาจกำลังเข้าสู่ขาลงแล้วหรือเปล่า ?

เหตุผลก็คือ เรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ หลังเข้าสู่ซีซั่นที่ 5 ของกุนซือ “เฮฟวี่เมทั่ล”

ภายหลังจากที่เคยพาทัพ “เสือเหลือง” ผงาดครองแชมป์ บุนเดสลีกา 2 สมัยซ้อนอย่างยิ่งใหญ่ ทีมของ คล็อปป์ ในฤดูกาลที่ 5 ก็ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสกับถาดแชมป์ลีกเมือง “เบียร์” อีก

มิหนำซ้ำ ในฤดูกาลสุดท้ายกับ ดอร์ทมุนต์ เราทุกคนน่าจะพอทราบกันดีว่า คล็อปป์ พาทีมจบได้แค่อันดับ 7 ในลีก โดยมีช่วงหนึ่งของฤดูกาลที่ร่วงลงไปอยู่ในโซนตกชั้น

หลายๆ คน เรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ภาวการณ์หมดไฟของ คล็อปป์ และผู้เล่นภายในทีมทุกคน โดยมี 1 ในสาเหตุหลักมาจากฟุตบอลสไตล์ เกเก้น เพรซซิ่ง

ปรัชญาของ “เดอะ นอร์มอล วัน” ให้ความสำคัญกับเรื่องความฟิตของผู้เล่นและความทุ่มเทมาตลอด ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ผู้เล่นรู้สึกอิ่มตัวและไม่ไหว มันก็ทำให้ เกเก้น เพรซซิ่ง ของ คล็อปป์ ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมอีก

ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่า เรื่องราวแบบนี้จะเกิดขึ้นกับเขาที่ ลิเวอร์พูล อีกหรือเปล่า?

นั่นอาจเป็นความกังวลที่มากเกินไป เพราะองค์ประกอบของ ดอร์ทมุนต์ ณ เวลานั้น กับสิ่งที่ ลิเวอร์พูล มีในเวลานี้ มันก็ไม่เหมือนกัน

กับ ดอร์ทมุนต์ เราก็เห็นๆ กันอยู่ว่า คล็อปป์ ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมไปเกือบทุกปี ไม่ว่าจะเป็น เลวานดอฟสกี้ , ซาฮิน , คากาวะ , ฮุมเมิ่ลส์ หรือ เกิตเซ่ แถมเขาเองก็ดันประกาศอำลาทีมล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ฤดูกาลสุดท้าย

กับ ลิเวอร์พูล…..คล็อปป์ คงไม่โชคร้ายถึงขั้นโดนดูดนักเตะไปเกลี้ยงขนาดนั้น ซึ่งมันก็ไม่น่าจะทำให้เขาเผชิญกับวิกฤติในการคุมทัพเหมือนกับที่เคยเจอกับ “เสือเหลือง” ในช่วงปลาย

แต่โลกฟุตบอล บางทีมันก็ไม่มีอะไรแน่นอน และ คล็อปป์ เองก็คงมีเรื่องให้ต้องพิสูจน์ว่าปรัชญาฟุตบอลของเขา ไม่ใช่เป็นแท็คติกที่ใช้ได้แค่ 3-5 ปี อย่างที่หลายๆ คนกล่าวหา

เอาเป็นว่าตอนนี้ ลิเวอร์พูล คงต้องมุ่งภารกิจไปที่นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ สเปอร์ส เสียก่อน ซึ่งก็เป็นอีก 1 จุดที่ผู้คนชอบเอามาเล่นงานกุนซือจอมว๊ากวัย 51 เช่นกัน

ใครสักคนที่สร้างทีมให้เก่งกาจได้ แต่มักจะพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศอยู่เสมอ

หลังจากวันนั้น เราคงได้เห็นภาพแผนอนาคตของ ลิเวอร์พูล และ คล็อปป์ มากขึ้นว่าพวกเขาจะเอายังไงกันต่อ และความคาดหวังสูงส่งในฤดูกาล 2019-20 จะตอบสนองแฟนบอลของพวกเขาได้มากขนาดไหนครับ

ยอดฝั๋น