เกมการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังคงมันส์ในระดับ 5 ดาว โดยมีการแข่งขันที่ผลออกมาเซอร์ไพรส์ คนดูมากมาย ก่อนเข้าชิงชนะเลิศ เราไปทบทวนกันดีกว่าว่ามีแมตช์ไหนบ้างที่หักปากกาเซียนได้

5.เซอร์เวน่า ซเวซด้า 2-0 ลิเวอร์พูล

ในเกมรอบแบ่งกลุ่มนัดที่ 4 ของซีซั่น การแข่งขันในกรุ๊ป ออฟ เดธ กลุ่มซี เซอร์เวน่า ซเวซด้า หรือ เร้ด สตาร์ เบลเกรด ที่สามารถยันเสมอ นาโปลี ในบ้านตัวเองได้ ทำให้เริ่มคิดกันแล้วว่าทีมนี้ ไม่ได้มาเป็นหมูให้ทีมอื่นๆ ได้เชือดง่ายๆ โดยเฉพาะการเล่นในถิ่น ราจโก้ มิติช สเตเดี้ยม

และเกมสุดเซอร์ไพรส์ก็เกิดขึ้น เมื่อ ลิเวอร์พูล ที่กำลังฟอร์มร้อน เสียประตูน้อย กำลังต้องการแต้ม 6 คะแนนเต็มจากทีมนี้ เพื่อโอกาสในการเข้ารอบน็อกเอาต์ ปรากฏว่าพวกเขาบุกไปแพ้แบบยิงประตูไม่ได้ 0-2 ส่งผลให้ต้องไปเหนื่อยกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ นาโปลี ในสองนัดสุดท้าย

4.ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 1-3 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกแรก แมนฯ ยูไนเต็ด ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พ่ายแพ้เป็นเกมแรก นับตั้งแต่เอากุนซือชาวนอร์เวย์ เข้ามาคุมทีม โดน ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สอนเชิงแบบสู้ไม่ได้ 0-2 แต่ใครจะเชื่อว่าในเกมเลกสอง พวกเขาจะกลับมาได้

ตัวผู้เล่นบาดเจ็บระนาว แถม ปอล ป็อกบา ยังติดโทษแบน แต่กลายเป็นว่าแผงกองกลางของ "ปีศาจแดง" ที่มี สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด และ อันเดรส เปเรยร่า กลับสร้างปาฏิหารย์ ด้วยการเอาชนะ 3-1 พร้อมกับลูกจุดโทษตัดสินของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เป็นเรื่องถกเถียงกันว่า ปาสเนล คิมเพ็มเบ้ แฮนด์บอลหรือไม่ ส่งผลให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป

3.เรอัล มาดริด 1-4 อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม

ยอดทีมจากฮอลแลนด์ เสียท่าจากความเด็ดขาดของ เรอัล มาดริด ในบ้านมาก่อน 1-2 ทั้งๆ ที่รูปเกมก็ดูดีกว่า จนทำให้ใครหลายๆ คนมองว่าทีมนี้ดี แต่ยังคงดีไม่สุด และสุดท้ายก็จะโดนความเก๋าของ "ราชันชุดขาว" เล่นงาน ในเกมเลกแรก เซร์คิโอ รามอส ถึงขั้นจงใจโดนใบเหลือ เพื่อให้ติดโทษแบนในนัดสอง และไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศได้อย่างสะดวกโยธิน

แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับ "พลิก" เมื่อ อาแจ็กซ์ ที่รูปเกมเหนือกว่าในเกมแรก ก็ยังสานต่อความยอดเยี่ยม แต่เพิ่มเติมคือมีความคมกว่าในนัดแรก ขณะที่ มาดริด เองกลับกลายเป็นทีมที่ใช้โอกาสเปลือง พวกเขาใช้เวลา 18 นาที พลิกสถานการณ์กลับมาได้เปรียบด้วยการนำ 2-0 หลังจากนั้นก็เป็นการยำใหญ่ จบด้วยสกอร์ 4-1 เข้ารอบไปแบบน่าประทับใจ

2.แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-3 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

นี่เป็นเกมที่พลิกไปพลิกมาที่สุด และถือเป็นแมตช์ระดับ 5 ดาวของจริง จากสถานการณ์ที่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะไปก่อน 1-0 ทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องกลับมาเล่นในบ้านเพื่อเอาชนะให้ได้ ซึ่งผลปรากฏว่าเริ่มไปเพียง 4 นาที ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็ทำทุกอย่างให้กลับมาเท่ากัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน ซน เฮืองมิน ก็มาระเบิด 2 ประตูรวด นาทีที่ 7, 10 ช่วยให้ "ไก่เดือยทอง" ขึ้นนำ 2-1 สกอร์รวม 3-1 โอกาสค่อนข้างสดใส ด้วยกฏประตูทีมเยือนที่ตุนเอาไว้ อย่างไรก็ตาม แบร์นาโด้ ซิลวา ก็มาตีเสมอให้ "เรือใบสีฟ้า" สกอร์กลับมาตามหลัง 2-3 และ สเตอร์ลิ่ง ก็มาบวกลูกสองให้ตัวเอง นาทีที่ 21 ขึ้นนำ 3-2 สกอร์รวม 3-3 เจ้าบ้านขออีกแค่ลูกเดียว เข้ารอบทันที

สุดท้ายในครึ่งหลังที่เกมเริ่มอึดอัด ไม่ได้เปิดแลกกันเหมือน 45 นาทีแรก เกมผ่านมา 1 ชั่วโมง เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็ซัดบอลมุมแคบเข้าประตูไป ถึงตอนนั้นโอกาสการเข้ารอบเป็นของ แมนฯ ซิตี้ ไปเป็นที่เรียบร้อย แต่... ในนาทีที่ 73 ก็เกิดลูกปัญหา เมื่อ เฟร์นานโด ยอเรนเต้ เอามือชนบอลเข้าไป ให้ สเปอร์ส ตามหลัง 3-4 แต่สถานการณ์เป็นฝ่ายเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 4-4 เหนือกว่าที่กฏอเวย์โกล

และในนาทีสุดท้าย ซิตี้ มาได้ประตูจาก สเตอร์ลิ่ง กำลังจะเป็นแฮตทริกของเจ้าตัวแท้ๆ แต่กลับถูก วีเออาร์ ดึงกลับ เนื่องจากการจ่ายบอลของ แบร์นาโด้ ไปหา "กุน" นั้นล้ำหน้า ส่งผลให้เจ้าบ้านไม่ได้ประตู และจบเกมด้วยสกอร์นั้น กลายเป็นเต็งหนึ่งที่ตกรอบไปแบบพลิกความคาดหมาย

1.ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า

ความยอดเยี่ยมของ ลิโอเนล เมสซี่ และเพื่อนร่วมทีม ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ที่มีผลงานยอดเยี่ยมมาตลอด และกำลังลุ้นแชมป์ลีก โดนทำสกอร์ขาดลอยที่ คัมป์ นู 3-0 ใครๆ ก็บอกว่ามันจบแล้ว เพราะการตามหลัง 3 ประตูมันหนักหนาเกินไป บาร์เซโลน่า เองก็มีบทเรียนจากซีซั่นก่อน ที่นำ โรม่า 4-1 ก่อนบุกไปแพ้ 0-3 ร่วงตกรอบ

แต่ใครจะเชื่อ นี่เป็นการพลิกสถานการณ์สุดมโหฬารอีกหนึ่งครั้ง "หงส์แดง" ที่ขาดทั้ง โรเบร์โต้ ฟีร์มิโน่, นาบี เกอิต้า และ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ใช้กองหน้าเป็น ดิว็อก โอริกี้ แค่เห็นชื่อ 11 ตัวจริงก็แทบจะยอมแพ้กันแล้ว แต่ 11 คนบนสนาม และทีมงานตรงม้านั่งสำรองของ ลิเวอร์พูล ไม่ได้คิดแบบนั้น

ประตูขึ้นนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 7 ด้วยความยอดเยี่ยมของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมที่ล็อกหลบ เคราร์ด ปิเก้ ก่อนจะยิงติดมือ มาร์ค-อันเดร แทร์ ชเตเก้น บอลไหลมาหา โอริกี้ ซ้ำเข้าไป เป็นชนวนที่ทำให้แฟนบอลเต็มความจุสนาม แอนฟิลด์ กลับมาคึกคักอีกครั้ง

หลังจากนั้นก็ดูเหมือน บาร์ซ่า จะปิดเกมได้ เพราะเริ่มได้ครองบอลเยอะขึ้น บีบ ลิเวอร์พูล ไม่ได้บุกมากขึ้น จนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์เพียง 1-0 เหลือบันไดอีก 2 ขั้นให้ "หงส์แดง" กลับมายืนเท่ากับ บาร์เซโลน่า

ครึ่งหลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ดันเล่นต่อไม่ไหว ถูกเปลี่ยนตัวออกแล้วเอา จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม ลงมาเล่นแทน แต่ผลปรากฏว่า "จีนี่" ที่เผยตอนหลังว่าเขาโกรธที่โดนดรอปเป็นสำรอง กลับระเบิดพลัง ซัด 2 ประตูในนาทีที่ 54 และ 56 ให้ทีมนำ 3-0 สถานการณ์ทุกๆ อย่างเท่ากันไปหมดแล้ว

หลังจากนั้น แทนที่ บาร์ซ่า ซึ่งมี เมสซี่ อยู่ในทีม จะเป็นฝ่ายลุยใส่ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ บ้าง กลับสติแตก ไปไม่เป็นแล้ว ทั้งๆ ที่เจ้าถิ่นก็เล่นช้าลง เพลย์เซฟมากขึ้น สุดท้ายจุดเปลี่ยนก็มาอยู่ที่ลูกเตะมุมอันชาญฉลาดของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่หลอกเหมือนจะให้ เซอร์ดาน ชากิรี่ เปิด แล้ววิ่งกลับมาเปิดด้วยตัวเองไปให้ โอริกี้ แปบอลเหน่งๆ เข้าประตู แบบที่ บาร์เซโลน่า ตั้งตัวไม่ติด ส่งตั๋วนัดชิงชนะเลิศให้กับ "หงส์แดง" ไปในปีนี้แบบสุดมันส์