ในการแข่งขันทุกๆ ฤดูกาล จะมีธรรมเนียมการเลือกผู้เล่นยอดเยี่ยมของแต่ละสโมสรอยู่เสมอ

สำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้ว พูดกันตามตรงว่ามันเป็นซีซั่นที่แฟนๆ ของพวกเขาคงไม่รู้ว่าจะเลือกใครเลยจริงๆ เพราะมันไม่มีใครที่คู่ควรเลยสักคน

หากเป็นก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ทีมโชว์ฟอร์มตกต่ำ อย่างน้อยมันก็เคยมี ดาบิด เด เคอา ที่แสดงความเหนียวหนึบออกมาจนเคยได้รับรางวัลต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน

นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก้าวลงจากตำแหน่ง เราเคยได้เห็น “ปีศาจแดง” สร้างความผิดหวังมาแล้วหลายอย่าง

แต่มันจะไม่มีครั้งไหนที่ดูล่มสลายไปกว่าในปี 2019 นี้

ฟุตบอลที่ไม่มีทรง, นักเตะที่ไม่มีใจ, แผนอนาคตที่ไม่ชัดเจน และซีซั่นหน้าที่จะไม่มี แชมเปี้ยนส์ลีก

ความล้มเหลวของ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มมีคนนำไปเปรียบเทียบกับยุคมืดของ ลิเวอร์พูล มากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงปี 1972 ถึง 1990 คือช่วงที่พลพรรค “หงส์แดง” กวาดแชมป์ลีกไปถึง 11 สมัย ส่วนที่เหลือเป็นการจบอันดับ 2 อีก 6 ครั้ง และที่ 5 อีก 1 ครั้ง

ความเป็นมหาอำนาจของ ลิเวอร์พูล ในช่วงเวลานั้น เหมือนเป็นวัฐจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุด

เมื่อนำมาเทียบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค “เฟอร์กี้” ที่สร้างความยิ่งใหญ่ในช่วง 1992-2013 โดยการคว้าแชมป์ลีกไปถึง 13 สมัย , จบที่ 2 ไป 5 ครั้ง และที่ 3 ไป 3 ครั้ง

มันช่างเป็นอะไรที่ดูคล้ายกันเหลือเกิน

นับตั้งแต่คว้าแชมป์ลีกครั้งสุดท้าย – แมนยู ก็ไม่ได้สัมผัสมันมา 6 ปีแล้ว และพวกเขากำลังเผชิญกับความจริงที่ต้องย้ายวิกไปเตะ ยูโรป้า ในซีซั่นหน้า

ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา มันเคยเป็น ลิเวอร์พูล ที่ว่าวแชมป์ลีกมาตลอด พวกเขาตกเป็นเหยื่อความสำเร็จของตัวเอง และต้องเอาถ้วยแชมป์เก่าๆ มาคุยโวโอ้อวด

นั่นก็เริ่มฟังดูคล้ายๆ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้ ที่เริ่มต้องงัดเอาวันหวานเมื่อครั้งก่อน มาพูดคุยกันเหมือนกับแฟน “หงส์ เมื่อก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

แมนยู ในวันนี้ กำลังจะกลายเป็น ลิเวอร์พูล ในวันนั้น!

แน่นอนว่าการฟันธงล่วงหน้าไปว่า แมนฯ ยู จะเหลวเป๋วไปอีก 20 ปี คงเป็นการมองอนาคตที่เลวร้ายเกินไป เพราะความจริงมันอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้ แต่การที่บอร์ดบริหารของพวกเขายังไม่มีแผนอนาคตที่ชัดเจน มันก็ทำให้สถานการณ์ดูน่าเป็นห่วงมากขึ้น

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ยังไม่รู้ว่าผลงานระยะยาวจะออกหัวออกก้อย , การซื้อนักเตะในซัมเมอร์นี้ก็จะมีปัญหา เพราะพวกเขาไม่ใช่ทีมที่ตีตั๋วไปเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก , ผอ.กีฬา ก็ยังไม่มี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะไปเลือกใครมาทำ

งานของ “ผีแดง” หลังจากนี้จะยากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ชื่อเสียงของเขาไม่ได้เกรียงไกรดึงดูดพ่อค้าแข้งตัวท๊อปได้มากเหมือนยุค “ป๋า” อีกแล้ว และพอครั้นจะหันไปพึ่งดาวรุ่งในอคาเดมี่ เราก็ไม่รู้ว่าเด็กชุดนี้ดีพอ หรือผู้ใหญ่ของสโมสรชุดนี้จะพร้อมเสี่ยงหรือเปล่า

6 ฤดูกาลหลังสุด แมนยู จบด้วยอันดับนอกท๊อปโฟร์ ไปถึง 4 หน! เรื่องพวกนี้ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของสโมสร และภาพลักษณ์ของการเป็นทีมชั้นนำของโลก

จากเป้าหมายที่จะควักเงินก้อนโตซื้อนักเตะคนโน้นคนนี้…..พวกเขาคงต้องเลือกใช้มันแบบรัดเข็มขัดมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด เคยมีข้ออ้างของการแต่งตั้ง หลุยส์ ฟาน กัล และ โชเซ่ มูรินโญ่ ว่าเป็นการแต่งตั้งเพื่อความสำเร็จระยะสั้น – เพื่อที่พวกเขาจะไม่ตกอับเหมือนกับที่ ลิเวอร์พูล เคยเป็น จะเล่นยังไงก็ได้ แต่เอาแชมป์มาก่อน แล้วอย่างอื่นค่อยว่ากัน

ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาตอนนี้…..มันมีอะไรที่โอเคอย่างที่เขาคาดหวังมั้ย ?

การสร้างทีมแบบฟาสต์ฟู้ด ไม่ส่งผลดีต่อพวกเขาเลยแม้แต่น้อย นอกเหนือจากพวกเขาจะได้แชมป์ขั้นเวลาที่ไม่สลักสำคัญอะไรแล้ว พวกเขายังสูญเสียอัตลักษณ์ สูยเสียสไตล์ สูญเสียสนามที่เคยได้รับการขนานนามว่า เธียเตอร์ ออฟ ดรีม

และที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขายังเสียเวลาเหมือนเดิม เผลอๆ อาจจะมากกว่าเดิม

“มันจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา แต่ผมไม่คิดว่ามันจะมาแบบชุดใหญ่ 6 คนอะไรแบบนั้น” โซลชาร์ กล่าวยอมรับถึงนโยบายที่จะเกิดขึ้นในช่วงซัมเมอร์นี้

โซลชาร์ ก็เหมือนโค้ชทุกคนบนโลกใบนี้ เขาต้องการเวลาในการสร้างทีม ต้องการตลาดซื้อขายอื่นๆ อีกสัก 2-3 ครั้ง เพื่อให้เขาได้ทีมที่ต้องการ

ประเด็นคือตอนนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้มั่นใจในตัว โซลชาร์ ขนาดนั้น ก็ต้องไปวัดใจบอร์ดบริหารว่าพร้อมที่จะให้เวลากับกุนซือนอร์เวเจี้ยน หรือเปล่า

เพราะถ้าปลดเร็วเกิน ก็เสี่ยงโดนด่าว่าใจร้อน แต่ถ้าให้ทำทีมยาวๆ แล้วสุดท้ายต้องมาพบความจริงที่ว่า โซลชาร์ ฝีมือไม่ดีพอ มันก็เสียเวลาหนักไปอีก

หากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ หากพวกเขาใจเย็นๆ ยังไม่มอบสัญญาถาวรให้ โซลชาร์……มันมีโอกาสสูงมากที่บอร์ดบริหารสโมสรจะไม่มีทางให้สัญญาฉบับใหม่กับอดีตศูนย์หน้าเพชรฆาตหน้าทารก

ไม่รู้คนอื่นคิดยังไงนะครับ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าหากผมจะมอบหมายให้กุนซือสักคนได้มีเวลาปั้นทีมแบบยาวๆ ลงทุนกันแบบระยะยาว ผมก็อยากให้คนๆ นั้นเป็นโค้ชที่มีโปรไฟร์ชัดเจนกว่า โอเล่

ไม่ใช่ว่าเพราะ โอเล่ ไม่เก่ง แต่ถึงจุดนี้ แมนยู ควรจะลดความเสี่ยงของตัวเองให้มากที่สุดด้วยการเลือกคนที่ดูมีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นอดีตที่พวกเขากลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว

หาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คิดจะปฏิวัติวางแผนระยะยาวอะไร พวกเขาก็ควรจะเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ได้แล้ว และมุ่งหน้าทำมันต่อเนื่องทันที

มิเช่นนั้น พวกเขาจะกลายเป็น ลิเวอร์พูล ในยุคมืดแบบเต็มตัวอย่างแน่นอนครับ

ยอดฝั๋น