ในห้วงเวลาที่ทุกอย่างเหมือนจะสิ้นหวัง หรือในยามที่ทุกอย่างดูจะถึงฉากอวสานแล้ว…..อยู่ดีๆ มันก็จะมีอะไรบางอย่างที่ช่วยต่อลมหายใจของพวกเขาได้อยู่เสมอ

แมนฯ ซิตี้ อาจจะเป็นแชมป์เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ยังไม่ใช่วันนี้!

ไม่ต้องเท้าความย้อนกลับไปยืดยาวอะไรมากมาย เอาแค่ตัวสำรองอย่าง ดิว็อค โอริกี้ เพียงคนเดียว ก็ช่วยให้ขโมยแต้มให้ “หงส์แดง” ไป 6 แต้มเต็มๆ แล้ว

พูดง่ายๆ เลยก็คือ ลิเวอร์พูล จะหมดลุ้นแชมป์ลีกไปแล้วเรียบร้อย ถ้าหากพวกเขาไม่มีศูนย์หน้าชาวเบลเยี่ยม

โอริกี้ เก็บข้าวของย้ายจาก ลีลล์ มาอยู่ที่ถิ่น แอนฟิลด์ ก็เนิ่นนานแล้ว แต่เขาก็แทบไม่เคยก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของสโมสรได้เลย

อันที่จริงแล้ว โอริกี้ ไม่ใช่แข้งเพียงคนเดียวที่นั่งแช่เป็นสำรองยาวกับ “เร้ด แมชชีน” เพราะ อัลแบร์โต้ โมเรโน่, ซิมงต์ มินโญเลต์, มาร์โก กรูยิช และ โอวี่ เอจาเรีย ต่างก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างอะไรกับ โอริกี้ เช่นกัน

หากมันจะมีความแตกต่าง มันก็คงเป็นภาพลักษณ์ของ โอริกี้ ที่มักโดนล้อเลียนเป็นตัวตลกอยู่เสมอ

ในสายตาของคนทั่วไปส่วนใหญ่ โอริกี้ คือศูนย์หน้าที่ไม่เก่ง, ขาดความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย, ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าไม่ได้ ขณะที่เป็นปีกเต็มๆ เลยก็ไม่เวิร์ค

แม้กระทั่งตอนที่ถูกปล่อยตัวไปให้ โวล์ฟบวร์ก ยืมใช้งาน กองหน้าผิวสีเลือดเบลเจี้ยน ก็ถูกกระแนะกระแหนว่าคือตัวการที่ทำให้ “หมาป่าเมืองเบียร์” หวิดจะตกชั้นอยู่รอมร่อ

คราวนี้ถ้าเราหันมามองกันจริงๆ เราก็คงต้องยอมรับว่า โอริกี้ ไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมจากแฟนบอลสักเท่าไหร่ เสมือนมีอคติแฝงอยู่ลึกๆ

ช่วงเวลาที่อยู่ โวล์ฟบวร์ก – โอริกี้ ต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนด้วย ขณะที่ทีมต้นสังกัดก็เปลี่ยนโค้ชระหว่างฤดูกาล ส่งผลให้สถานะของทีมไม่มีเสถียรภาพเอาเสียเลย

ด้วยองค์ประกอบทีมแบบนั้น สถานการณ์ของทีมแบบนั้น มันก็คงยากที่นักเตะอย่างเขาจะช่วยทีมได้ เพราะแค่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองมันก็หนักหนาสาหัสแล้ว

และถ้าเราหันมามองดูช่วงชีวิตของเขาที่ ลิเวอร์พูล ในปัจจุบันนี้จริงๆ เราต้องยอมรับว่าแนวทางการเล่นของ โอริกี้ ดูเหมือนจะมีความหวังมากขึ้น

เพราะในขณะที่ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ฟอร์มถดถอยลงไปทุกที่ แต่ โอริกี้ ยังมีความสดความหนุ่ม พ่วงด้วยความเข้าใจในแท็คติกของ คล็อปป์ ที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ

โอริกี้, เซอร์ดาน ชากิรี่, เดยัน ลอฟเรน และอีก 1-2 คน คือกลุ่มแข้งสำรองที่ดูไปวัดไปวาได้ สามารถลงมาเปลี่ยนเกมเปลี่ยนจังหวะของทีมได้จริงๆ

บทบาทส่วนใหญ่ของ โอริกี้ ที่ถูกส่งลงสนามมา คือการยืนเป็น 1 ใน 3 กองหน้าตัวริมเส้น , ช่วยเรียกลูกเตะมุมให้ทีม , สร้างความกดดันให้กับแผงกองหลังคู่แข้งได้มากขึ้น

และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ โอริกี้ ไม่เสียบอลง่ายพร่ำเพรื่อ หรือทำทีมเสียจังหวะเหมือนเมื่อก่อน เขานิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมรอคอยจังหวะในเกมของตัวเอง

แต่ไม่ว่าจะพยายามสร้างคุณงามความดีขนาดไหน โอริกี้ ก็ยังโดนล้อเป็นศูนย์หน้าตัวฮาในระดับแถวๆ แดนนี่ เวลเบ็ค อยู่ดี

ในห้วงที่การแข่งขันในซีซั่นนี้กำลังจะจบลง มันก็ไม่มีใครรู้ได้ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะพอใจในตัว โอริกี้ และพยายามที่จะปั้นต่ออีกหรือไม่

เช่นเดียวกับตัวของนักเตะเองที่จะต้องชั่งใจว่าควรอยู่ ลิเวอร์พูล ต่อ หรือว่าควรโบกมือลาไปอยู่ที่อื่นเพื่อโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง

เว้นเสียแต่ โอริกี้ มั่นใจว่าจะแย่งตำแหน่งตัวจริงจาก ซาล่าห์, มาเน่, ฟีร์มีโน่ มาครองได้ หรือเขาอาจจะพอใจกับการนั่งเป็นสำรองซูเปอร์ซับให้กับทีมยักษ์ใหญ่ต่อ

แต่การจะสลัดภาพศูนย์หน้าตัวตลกให้หายขาดได้ บางที โอริกี้ ก็ควรจะตั้งเป้ายกระดับฝีเท้าตัวเองขึ้นไปมากกว่านี้

ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันต่อไปครับ            

ยอดฝั๋น