เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก นับตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตบเท้าเข้ามาสู่ถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อปี 2015

กุนซือชาวเยอรมัน ต้องเข้ามากอบกู้ซากปรักหักพังมากมาย เรียกได้ว่ามีแผลเน่าให้เห็นทั่วร่าง – เรายังจำกันได้มั้ยครับว่า เราเคยตัดพ้อถึงพวกเขาไว้ว่าอะไร และวันนี้พวกเขาก้าวมาไกลจากจุดเริ่มต้นขนาดไหน  

  1. พวกเขาเคยพูดกันว่า ลิเวอร์พูล ไม่มีแข้งระดับผู้นำเลยสักคน แต่ตอนนี้มีเพียบ
  2. พวกเขาเคยพูดกันว่า ลิเวอร์พูล คือทีมใหญ่ที่มีกองหลังอ่อนด้อยที่สุด แต่ตอนนี้พวกเขาเสียไปแค่ 20 ประตู จาก 35 เกม
  3. พวกเขาเคยพูดกันว่า ลิเวอร์พูล เสียเตะมุมแล้วเหมือนเสียประตู แต่ปีนี้กลายเป็นว่าพวกเขาทำประตูจากลูกเตะมุมในลีกไป 13 ลูก
  4. พวกเขาเคยบอกว่ากองกลาง ลิเวอร์พูล ชุดนี้ไม่ค่อยช่วยยิงประตู แต่นัดล่าสุด ไวนัลจ์ดุม กับ มิลเนอร์ ก็จัดให้คนละเม็ด
  5. พวกเขาเคยบอกว่า ลิเวอร์พูล จะไปไม่เป็นยามเจอกับทีมอุด แต่ปีนี้พวกเขารัวยิงได้ยับไม่ว่าจะอุดมากหรืออุดน้อย
  6. พวกเขาเคยบอกว่า ลิเวอร์พูล รับมือกับความกดดันไม่ได้ แต่ตอนนี้ “ยัง” ไม่มีความกดดันอะไรที่ทำร้ายพวกเขาได้

“หงส์แดง” ชุดนี้ ภายใต้การนำของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็น “สุดยอดนักแก้ปัญหา” ได้ทุกรูปแบบจริงๆ

มองเผินๆ แล้วก็ช่างเหมือนกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคๆ หนึ่ง ที่แก้โจทย์ได้เกือบตลอดตอนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กุมบังเหียน

อ่านจนถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เพราะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงกุมชะตาชีวิตของพวกเขาเอาไว้ในมือ และมีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลายมากกว่า “หงส์แดง”

แต่ในมุมของ ลิเวอร์พูล นั้น มันไม่มีวี่แววเลยสักนิดว่าพวกเขาจะชวดแชมป์ด้วยการแพ้ภัยตัวเอง! เหมือนเป็นการประกาศกรายๆ ว่า ซิตี้ ห้ามทำแต้มได้น้อยกว่า 97 คะแนนเป็นอันขาด

“สิ่งที่น่าประทับใจเกี่ยวกับ ลิเวอร์พูล ชุดนี้ก็คือพวกเขาไม่ตื่นไปกับสถานการณ์ แฟนบอลอาจจะรู้สึกตื่นเต้นมากในหลายๆ เกม แต่สำหรับผู้เล่นในสนามแล้ว มันเหมือนว่าพวกเขาไม่รู้สึกอะไรเลย” เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตปราการหลังตัวแกร่งของสโมสร กล่าวแบบนั้น

พลพรรค “เร้ด แมชชีน” พลาดโอกาสทองไปถึง 3 ครั้งในเกมครึ่งแรกกับ คาร์ดิฟฟ์ โดยเฉพาะจังหวะยิงเหน่งๆ ของ ฟีร์มีโน่ – นั่นทำให้หลายๆ คนแอบรู้สึกว่าพวกเขาได้ทิ้งโอกาสทองสำคัญไปมากเกินหรือเปล่า ?

หากถามว่าโอกาสทองมั้ย ? แน่นอนว่ามันใช่! แต่ “หงส์แดง” ก็ยังมีทีเด็ดซุกซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าอีกเสมอ

ในช่วงเวลาที่เหมือนจะตื้อๆ หมดมุก – ลิเวอร์พูล ก็ตีโจทย์แตกอีกครั้งด้วยการเอาทีเด็ดเรื่องลูกตั้งเตะมาใช้

ประตูปลดล็อค 1-0 ของ จีนี่ ไวนัลจ์ดุม เกิดจากลูกซ้อมที่เตรียมกันมาอย่างดี พวกเขาเห็นแล้วว่าใช้ลูกโด่งโจมตีไม่ได้ผล จึงลองเปลี่ยนเป็นเปิดเตะมุมพุ่งเรียด และมันก็กลายเป็นประตู

ในส่วนของกองหลัง นอกเหนือจาก ฟาน ไดค์ ที่ยอดเยี่ยมกระเทียมดองอยู่แล้ว แฟนๆ ก็ยังได้เห็นประโยชน์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ของ โจเอล มาติป

จากเมื่อก่อนที่เคยต้องแย่งตำแหน่งกับ โจ โกเมซ และ เดยัน ลอฟเรน แถมมิหนำซ้ำ ยังเคยถอยรูดกลายเป็นตัวเลือกลำดับ 4 แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด

ความแตกต่างที่ มาติป เอามานำเสนอให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือสกิลการ “เป็นมากกว่ากองหลัง”

ในขณะที่ ลอฟเรน เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟในสไตล์ทื่อๆ จ่ายบอลไม่เก่ง , เลี้ยงบอลไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่กับ มาติป เขาเป็นกองหลังที่ทักษะส่วนตัวดี สามารถเลี้ยงบอลขึ้นหน้าได้ หลบคู่แข่งได้ มีวิสัยทัศน์ในการจ่ายบอลมากกว่าที่จะแค่จ่ายส่งๆ ไป

ในชั่วโมงที่ โจ โกเมซ ยังไม่สมบูรณ์ ดูแล้ว มาติป น่าจะยังยึดตำแหน่งไปแบบยาวๆ ถาวร

ลิเวอร์พูล อยู่ในจุดที่มีขุมกำลังสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขามีซูเปอร์สตาร์เยอะที่สุดหรือเก่งที่สุด! แต่เพราะพวกเขามีผู้เล่นที่เข้ากับระบบและสไตล์การเล่นของ คล็อปป์ มากที่สุด ซึ่ง มาติป ไม่ใช่เคสเดียวที่ว่านี้

นอกเหนือจากที่ผู้เล่นจะสามารถเค้นศักยภาพของตัวเองมาได้อย่างเต็มที่ เรายังได้เห็นพัฒนาการเรื่องการแก้ไขสถานการณ์ที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา

จุดอ่อนต่างๆ ที่เราเคยด่า ลิเวอร์พูล ไปมากมายในช่วงหลายปีหลังสุด คือสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นกับพวกเขาอีกแล้วในตอนนี้

คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคู่แข่งของพวกเขาอย่าง แมนฯ ซิตี้ จะแพ้ภัยให้แก่ตัวเองบ้างหรือเปล่าในช่วงที่เหลือ

เพราะชั่วโมงนี้ ลิเวอร์พูล ของ คล็อปป์ ดูไม่มีวี่แววจะสะดุดทำตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียวครับ