นอกจากทีมชุดใหญ่แล้ว การติดตามทีมวอลเลย์บอลของแฟนชาวไทยก็ยังอยากทราบทุกความเคลื่อนไหวของรุ่นต่างๆที่มีอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นจิ๋วอย่าง U18 และ กลุ่มวัยรุ่นU23 ที่กำลังทยอยเรียกมาเก็บตัวไปเล่นชิงแชมป์เอเชีย ผมจึงขอใช้โอกาสนี้มัดรวมคำถามมาคุยกัน

อย่างแรกที่อยากจะพูดถึงคือการแข่งขันวอลเลย์บอล U23 เพราะว่ารายการนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่กี่ปีเท่านั้น และ หลังๆมาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็น หรือแม้กระทั่งข่าวลือที่อาจจะมีการจัดชิงแชมป์โลกเป็น 4 ปีต่อครั้ง 

 

U23 จัดครั้งแรกในปี 2013 โดยในตอนนั้นเป็นการนำทีมชั้นนำของโลกมาลงแข่งขันเพื่อเป็นการทดสอบ ซึ่งประเภทหญิงจัดที่เม็กซิโก แชมป์คือจีน ส่วนประเภทชายจัดที่บราซิล และ แชมป์ก็เป็นของเจ้าภาพ

 

จากนั้นการแข่งขันก็มีอย่างต่อเนื่อง และ เริ่มให้ทุกทวีปจัดแข่งเพื่อหาตัวแทนไปเล่นต่อในระดับโลก โดยจัด 2 ปีครั้ง ซึ่งหลายทีมก็ส่งทีมเข้าแข่งขันตามระเบียบการ รวมไปถึงทีมไทยที่เข้าร่วมทุกครั้งไม่มีขาดตกทั้งคัดเอเชีย และ ไปตะลุยต่อในชิงแชมป์โลก 

 

โดยทีมไทยนั้นทำผลงานได้น่าชื่นชม

คัดเอเชียครั้งแรกปี 2015 ที่ฟิลิปปินส์ได้ที่ 2 และ ไปแข่งต่อที่ตุรกี

คัดเอเชียครั้งที่ 2 ปี 2017 ที่นครราชชสีมาได้รองแชมป์ และ ไปแข่งต่อที่สโลเวเนีย

ซึ่งผลงานในเวทีโลก ทีมไทยได้อันดับ 8 ทั้งสองครั้ง

ส่วนครั้งนี้ไทยจะไปแข่งที่เวียดนาม วันที่ 13-21 กรกฎาคม 2562 

สำหรับไทยแล้ว การจัดแข่งU23 ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้นักกีฬาดาวรุ่งหลายคนมีโอกาสได้ลงสนามแบบเต็มๆ และ ได้เล่นในระดับวัยของตัวเอง อีกอย่างมีเวทีให้ได้ลงเพิ่ม เพราะหลายคนพอจบจากรายการ U18-19 แล้วก็ไม่มีเป้าหมายต่อ ครั้นจะไปสู้กับรุ่นพี่ในทีมชาติก็คงจะไม่ไหว

 

ดังนั้นการมีแข่งขันระดับ 23 ปี จึงเป็นการขยายโอกาสให้กับนักกีฬามากขึ้น 

 

แต่อย่างที่บอก นี่คือเหตุผลที่ดีสำหรับทีมไทย แต่ถ้ามองกว้างๆไปทั่วโลกแล้ว มันอาจจะถูกมองไปอีกแบบ เพราะรูปแบบการเล่นทีมชาติของนานาชาติเขามีตัวเลือกนักกีฬามากมาย ผู้เล่นส่วนใหญ่พอผ่านเวทีใหญ่ หรือประสบผลสำเร็จตามเป้าเช่นเข้าไปโอลิมปิก ได้แชมป์โลก หรือ ผลงานตกก็จะเริ่มมีการรีไทน์ และ เปลี่ยนถ่ายนักกีฬาใหม่เข้ามา

 

อย่างที่เคยบอก ชาติอื่นมาวัตถุดิบนักกีฬาเยอะ เรื่องการหมุนเวียนจึงไม่ใช่ปัญหา ต่างจากไทยที่กว่าจะสร้างมาได้แต่ละคนให้สู้กับยักษ์ได้ใช้เวลานานมาก

 

ดังนั้นข้อดีที่เกิดขึ้นจากการจัดแข่งขัน U23 ของไทยจึงต่างออกไปจากชาติอื่นๆ และ ถ้าการแข่งขันเปลี่ยนเป็นจัด 4 ปีครั้ง ก็คิดว่าน่าจะทำให้ช่องว่างการส่งต่อนักกีฬาระดับเยาวชนไปสู่ชุดใหญ่ของทีมชาติไทยห่างขึ้นจากเดิมแน่นอน

 

ส่วนนี้ผมขอขยายความถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับวงการไทย

อย่างแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่า ไทยมีการเรียกตัวนักกีฬาเข้ามาซ้อมกับทีมชาติได้จำนวนจำกัด ถ้าว่ากันตามตรงแล้วจะอยู่ราวๆ 16-20 คนโดยประมาณ ตัดเป็นผู้เล่นหลัก 14 คน อีก 4-6 คนจะเป็นตัวสอดแทรก รวมถึงเด็กที่มีแววบางคนจะได้โควต้าตรงนี้มาร่วมซ้อมกินนอนอยู่กับทีม แต่ทำได้มากสุดก็ไม่กี่คน

 

แต่ช่วงที่มีการแข่งขัน U23 มันทำให้ทีมไทยมีโอกาสที่จะเอาเด็กวัย 19-23 ปีที่อยู่ในข่ายดาวรุ่งเข้ามาซ้อมกับทีมชาติได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งตรงนี้มันเป็นท่อเลี้ยงที่จะทำให้เด็กที่มีแววยังได้คงอยู่ในวงโครจร แต่ถ้าการแข่งขันU23ถูกขยับไป 4 ปีครั้งแบบที่บอก ปัญหาตรงนี้เกิดขึ้นแน่นอน เว้นแต่ว่าสมาคมฯจะเพิ่มงบประมาณการเก็บตัวนักกีฬาให้มีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนนี้ผมตอบได้เลยว่ายากมาก เพราะที่เก็บกันอยู่หลักๆ 20-22 คนถือว่าเป็นงบที่สูงมากแล้ว นี่ยังไม่รวมทีม U17 และ U19 ที่ต้องเก็บตัวอีกด้วย 

 

แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันใดๆจากสหพันธ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการแข่งขัน แต่ถ้าถามว่าหากเจอสถานการณ์แบบนี้จริงจะทำอย่างไร

ส่วนตัวมองว่าไทยยังมีความโชคดีอยู่ เพราะตอนนี้ลีกไทยเองก็เริ่มที่จะแสดงออกให้เห็นแล้วว่ามีคุณภาพมากขึ้น นักกีฬาระดับเยาวชนหลายคนหรือแม้กระทั่งผู้เล่นที่หายหน้าหายตาในแคมป์ทีมชาติระดับต่างๆมานานก็ยังได้กลับมาอีกครั้ง ผมว่าลีกตอนนี้เริ่มจะเป็นช่องทางหลักในการส่งเสริมผู้เล่นให้มีเวทีโชว์ผลงาน และ สร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชนมากมายไปแล้ว 

 

วนกลับมาที่การส่งทีมของไทยในรายการU23อีกครั้ง คราวนี้พูดถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันกันต่อ 

 

แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้เล่นเข้ามาร่วมคัดเลือก แต่ก็พูดถึงเป้าหมายได้อยู่ไม่ยาก

 

อย่างแรกเลยคือความเคารพในระบบแข่งขัน อันนี้ต้องยอมรับว่าสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลค่อนข้างให้เกียรติการแข่งขันมาก เพราะมีทัวร์นาเม้นไหนไทยก็ส่งเข้าร่วมทั้งหมด ถ้าได้เข้ารอบลึกก็ดี ได้ไปเล่นต่อระดับโลกก็คือโบนัส

 

ส่วนที่สอง คือการคัดกรองผู้เล่นที่จะถูกดันขึ้นไปสู่ทีมชุดใหญ่ และ ที่สำคัญทีมงานโค้ชอยากจะเห็นการพัฒนาของผู้เล่นรายบุคคลว่าโอกาสที่ได้รับมาตั้งแต่ยุวชน เยาวชน จนมาถึงตอนนี้แล้วมีการพัฒนาตัวเองมากน้อยแค่ไหน เหมาะที่จะผลักดันต่อหรือไม่ ส่วนนี้ผลงานของแต่ละคนจะเป็นตัวพิสูจน์

 

ส่วนที่สาม อันนี้เป็นเรื่องของเกียรติประวัติ เพราะผู้เล่นที่มาถึงตรงนี้บางคนอาจจะได้ไปต่อในวงการ บางคนก็อาจจะเป็นการเล่นครั้งท้ายๆแล้ว ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรในอนาคตนั้นยังไม่รู้ แต่นักกีฬาที่ผ่านมาถึงตรงนี้จะมีเกียรติประวัติที่สามารถนำไปต่อยอดต่อในชีวิตจริงได้ ทั้งสมัครเรียน และ สมัครงาน ที่สำคัญจะเป็นความทรงจำความภาคภูมิใจของเขาและครอบครัวที่จะติดตัวตลอดไป 

 

นี่คือเรื่องราวบางส่วนที่อยากจะเอามาฝากให้กับพี่น้องที่ติดตามวอลเลย์บอลได้ทราบกัน ส่วนที่เหลือหากมีรายชื่อเรียกตัวที่ชัดเจนจากสมาคมแล้วจะมาชวนคุยกันต่อครับ 

เอก ประวิตร