ในฐานะผู้ติดตามวอลเลย์บอลชายของไทยมาไม่นาน ทุก ๆ ครั้งที่ลุ้นตัวโก่งอยู่หน้าจอ หรือขอบสนาม เมื่อเห็นนักตบแดนสยาม ไปโลดแล่นในระดับทวีป ล้วนแต่อยากเห็นผลงานที่ออกมาแจ่ม ๆ อยู่ทุกครั้ง

การแข่งขันของทีมชายในเอเชีย เราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันหนักหนาสาหัส ทวีคูณกว่าการแข่งขันในอุษาคเนย์

เพราะในเอเชีย คู่แข่งนั้นมีมากหลาย นับแค่ในอาเซียนก็มากโข ยังไม่รวมญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, ญี่ปุ่น และตะวันออกกลางที่แข็งแกร่ง

ทีมเล็ก ๆ ทีมหนึ่งจากสุวรรณภูมิ จะไปผงาดในเอเชียก็คงจะเป็นไปได้ยาก

อันนี้ไม่ใช่เฉพาะทีมชาติไทยชุดใหญ่ แต่รวมไปถึงทุกชุด ทั้งยุวชน-เยาวชน หรือแม้แต่สโมสรชาย

ซึ่งจะว่าไปแล้ว การจะประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันระดับเอเชีย หากจะลุ้นเข้ารอบลึก ๆ มันมีองค์ประกอบอยู่หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นทีมเราเองที่ไปแข่ง มีความพร้อมแค่ไหน, ตัวผู้เล่น, คู่แข่ง และอีกประการที่สำคัญ ก็คือระบบแข่งขัน และทีมที่อยู่ร่วมกลุ่ม

ก่อนที่ SMM วอลเลย์บอลสโมสรชาย ชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย 2019 จะเริ่มขึ้นที่ไต้หวัน และก่อนที่ เอสโคล่า ตัวแทนของไทย จะได้เข้าร่วมแข่งขัน รอบนี้จะพาทุกท่านย้อนกลับไปดูความโชคร้ายของทีมสโมสรชายไทย ในการเข้าร่วมแข่งขันสโมสรเอเชีย

"โชคร้าย" ในที่นี่ ให้ความหมายคือ คู่แข่งร่วมกลุ่มของสโมสรไทย ในแต่ละปี ล้วนแล้วแต่หนักอึ้ง ยากจะต่อกร เอาง่าย ๆ คือ อยู่สายที่หนักเกินกว่าที่จะลุ้นผ่านเข้ารอบ

หนำซ้ำ บางปี ทีมเจ้าภาพ หรือทีมเต็งบางทีม ที่ไม่ได้อยู่ในสายหนักอยู่แล้ว ก็ดันเจอทีมเล็ก ๆ ถอนทีมออกไปอีก มันยิ่งทำให้คิดในใจว่า ทีมไทยเราเอง ทำไมไม่เคยเจอคู่แข่งในกลุ่มถอนทีมบ้าง

นั่นจึงทำให้คิดในใจไปเองว่า สโมสรชายไทย ค่อนข้างโชคร้ายกับรายการระดับเอเชียพอสมควร

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ครั้งสุดท้ายที่ตัวแทนของไทย เข้าร่วมแข่งขันในสโมสรเอเชีย คือในปี 2012 และทีมจากไทย คือ ชลบุรี-อี.เทค-แอร์ฟอร์ซ ก็จบการแข่งขันในอันดับ 5

หลังจากนั้น 2 ปี ไม่มีทีมจากแดนสยามไปเข้าร่วมแข่งขันในรายการระดับทวีปเลยสักครั้ง คือในปี 2013 และ 2014 ซึ่งเมื่อไม่มีทีมไปแข่ง สิ่งที่ได้ตามมาคือ การไม่ได้เป็นทีมวางในการจับสลาก

การไม่ได้เป็นทีมวางในการจับสลาก (จะเป็นทีมวางคือต้องจบอันดับ 1-8) สำหรับในประเภททีมชายแล้ว ส่วนตัวมองว่ามีผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างมาก เพราะการไม่ได้เป็นทีมวาง จะถูกจับสลากไปอยู่ในกลุ่มที่หนัก ๆ และต้องเจอทีมใหญ่ ๆ ของเอเชียทั้งนั้น

ปี 2015 ตัวแทนของไทย ได้กลับมาเข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี ซึ่งทีมจากไทย ก็คือ นครราชสีมา แชมป์ไทยแลนด์ลีก 2014-15 ได้เข้าร่วมแข่งขันสโมสรเอเชีย ที่ไต้หวัน

หนำซ้ำปีดังกล่าว กว่าที่โคราช จะได้รับการยืนยันว่าจะได้เข้าร่วมแข่งขัน ก็ต้องลุ้นผลงานของทีมชาติไทย ในรายการซีเกมส์ 2015 อีกด้วย

อย่างที่กล่าวไป คือทีมจากไทยไม่ส่งแข่งขันสโมสรเอเชีย 2 ครั้งหลัง เมื่อจะกลับมาส่งอีก ก็ต้องมีการคัดเลือกกันมาก่อน เพราะในปี 2015 ทีมที่ต้องการส่งแข่งขันมากกว่า 16 ทีม

อีกทั้งมี 3 แคนดิเคต ในอาเซียน ที่แจ้งความประสงค์จะแข่งขันในสโมสรเอเชียด้วย นั่นคือ ไทย, พม่า และอินโดนีเซีย (เวียดนาม ส่งแข่งชิงแชมป์เอเชียทุกปี เลยไม่กระทบกับเรื่องนี้) ซึ่งทุกจะต้องการมีคัดเลือกเอาเพียงแค่ 1 ทีมไปแข่งขันสโมสรเอเชีย และทุกฝ่ายต่างก็เห็นต้องกันว่า จะเอาผลงานในซีเกมส์ เป็นตัวชี้วัดว่าใครจะได้ไปแข่งที่ไต้หวัน

และผลงานของทีมชาติไทย ในซีเกมส์ 2015 สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้ นั่นเท่ากับส่งผลให้ ตัวแทนของไทย ได้ผ่านรอบคัดเลือกของตัวแทนสโมสรอาเซียนไปในตัว ทำให้ นครราชสีมา ได้เข้าร่วมแข่งขันในศึกชิงแชมป์เอเชียที่ไต้หวัน

แม้ไทย หรือ โคราช จะได้สิทธิ์เข้าแข่งขันสโมสรเอเชีย แต่อย่างที่กล่าวให้ทราบไป เมื่อไม่ได้เป็นทีมวาง หนุ่มโคราช ก็ถูกจับสลากไปอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ กาตาร์, อิรัก และ ออสเตรเลีย ซะงั้น

ผลการแข่งขันในปีนั้นก็คือ โคราช ชนะ 1 แพ้ 2 (ชนะ ออสเตรเลีย) ไม่ผ่านเข้ารอบต่อไป และจบการแข่งขันในอันดับ 9 !!

ต่อมา ในปี 2016 แชมป์ไทยแลนด์ลีก คือ วิง 46-พิษณุโลก เดินทางไปแข่งขันที่พม่า และเมื่อไม่ได้เป็นทีมวาง คู่ปรับที่ต้องเจอก็คือ กาตาร์, จีน และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อีกทั้งปีนั้น พิษณุโลก ก็ดันมาเจอปัญหาภายใน คือเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ และเรื่องตัวนักกีฬา ผู้เล่นชุดหลักติดภารกิจต่าง ๆ อีกทั้งขอยืมตัวผู้เล่นจากทีมอื่น ก็ไม่สามารถบรรุลข้อตกลงได้

พิษณุโลก ส่งทีมแข่งขันสโมสรเอเชีย ด้วยผู้เล่นดาวรุ่งยกทีม และผลงานที่ออกมาคือ เอาชนะ 1 นัด และแพ้ 2 นัด รวมถึงจบการแข่งขันในอันดับที่ 11

ปี 2017 แชมป์ไทยแลนด์ที่ได้เดินทางไปแข่งขันที่เวียดนาม คือ แอร์ฟอร์ซ และต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ ญี่ปุ่น, จีน และ มัลดีฟส์

เมื่อผลงานใน 2 ปีก่อนหน้านี้ เป็นบทเรียนสำคัญให้ตัวแทนของไทย ต้องวางแผนอย่างดี เพื่อไปร่วมชิงชัยในครั้งนี้ และดึงตัวนักกีฬาฝีมือดีไปหลายคน

แต่ทว่า การเจอคู่ปรับในกลุ่มที่เป็นตัวเต็งของเอเชีย ทำให้ยังเป็นเรื่องยากของไทยที่จะฝ่าด่านนี้ไปได้ แอร์ฟอร์ซ ชนะ 1 นัด และแพ้ 2 นัด ไม่ผ่านเข้ารอบที่ 2 ก่อนจะจบอันดับที่ 9

จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่น่าจะสร้างความมั่นคงให้กับตัวแทนของสโมสรไทยได้มากขึ้น ในการแข่งขันระดับเอเชีย นั่นคือการแข่งขันในปี 2018 ที่ทาง AVC ได้เปลี่ยนระบบการแข่งขัน ให้ทีมใหญ่อยู่ด้วยกันในรอบแรก เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมเล็ก ๆ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบลึก ๆ บ้าง

และตัวแทนของไทย ที่ได้เดินทางไปแข่งขันในปี 2018 ที่พม่า ก็คือ นครราชสีมา เดอะมอลล์ วีซี แชมป์ไทยแลนด์ลีก และผลงานของ โคราช ก็ถือว่าน่าจะเป็นตัวยืนที่ดีของทีมจากไทย เมื่อจบการแข่งขันในอันดับ 6

เมื่อติด 1 ใน 8 สิ่งที่ได้ตามมาอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ก็คือการได้เป็นทีมวางในการจับสลากแบ่งกลุ่มครั้งต่อไป

แต่แล้วในความโชคดีที่ได้เป็นทีมวาง ก็ดันเจอโชคร้ายกับผลการจับสลาก เมื่อในปี 2019 ทีมจากไทย ต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ คาซัคสถาน, อินเดีย และกาตาร์ (กาตาร์ ไม่ได้ส่งทีมแข่งขันในปี 2018 ทำให้ปี 2019 ไม่ได้เป็นทีมวาง)

ขณะที่ทีมอื่น อย่างเจ้าภาพ ไต้หวัน ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ ออสเตรเลีย, คูเวต และ สิงคโปร์ อีกทั้ง ก่อนแข่งไม่กี่วัน คูเวต ก็ดันมาถอนตัวซะดื้อ ๆ

พลันทำให้กลับมาคิดว่า ทำไมทีมในกลุ่มของไทย ไม่ขอถอนตัวบ้างสักทีม 5555

ทุก ๆ ปี ในฐานะผู้ติดตามวอลเลย์บอลชาย เพียงแค่เราเห็นสายการแข่งขัน ก็ทำใจไว้แล้วล่วงหน้า ยิ่งปีนี้ทีมที่ส่งไปแข่งขันก็ล้วนแล้วแต่เป็นนักกีฬาดาวรุ่ง ที่ยังมีประสบการณ์ในระดับเอเชียไม่มากเท่าไหร่นัก

แต่ถ้ามันจะโชคร้าย เพราะผลการจับสลากที่ไม่เป็นใจ ก็ไม่เป็นไร ขอแค่นักกีฬาของเราที่ลงไปเล่น ทำผลงานออกมาให้ประทับใจน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ นี่คือประสบการณ์ที่ดีสำหรับคนไทย ในเวทีระดับเอเชีย