บทความนี้เป็นเพียงทฤษฎีและตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าสามารถนำไปปรับใช้กับทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้หรือไม่ ว่าแล้วผมขอนำทุกท่านไปดูจุดอ่อน 3 ประการของ บาร์เซโลน่า ในซีซั่นนี้กันก่อน

1. บาร์ซ่า ป้องกันเกมโต้กลับแย่
สิ่งหนึ่งที่ บาร์เซโลน่า ไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือการเล่นเกมบุกและการครองเกมในแดนคู่แข่งโดยใช้ฟูลแบ็คทั้งสองฝั่งเติมขึ้นสูงและหลายๆ ครั้งขึ้นไปเกือบสุดเส้นหลังเพื่อเป็นทางเลือกให้ปีกฝากบอลไปเปิดคัทแบ็ค โดยเฉพาะการขึ้นเกมฝั่งซ้ายของ จอร์ดี้ อัลบา ถ้าหาก แมนฯยูฯไนเต็ด ตัดบอลได้แล้วอาศัยการวางบอลยาวโจมตีพื้นที่ว่างริมเส้นทั้งสองฝั่ง โดยใช้จุดเด่นของ มาร์กซิยาล และ แรชฟอร์ด ที่มีความเร็วสูงเล่นงานแนวรับ บาร์ซ่า แบบหนึ่งต่อหนึ่งก็อาจสร้างปัญหาให้เจ้าบ้านได้พอสมควร ตัวอย่างเช่นการทำประตูของ กาเบรียล เมการ์โด้ แนวรับของ เซบีย่า ในเกมที่เปิดบ้านแพ้ บาร์ซ่า 2-4 เป็นการขึ้นมาเพรสสูงบีบให้ แตร์สเตเก้น ออกบอลไม่ดี โดนดักได้ระยะ 30 หลาแล้วแทงสวนไปสุดเส้นหลังริมเส้นก่อนหักกลับมาเรียดๆ  จุดนี้กองหลัง บาร์ซ่า จะตอบสนองช้ามากๆ ส่งผลให้ เซบีย่า ใส่สกอร์เพิ่มได้ทันที ซึ่ง แรชฟอร์ด กับ ลินการ์ด ที่เคยทำในลักษณะเดียวกันนี้ในเกมกับ อาร์เซน่อล ในศึก เอฟเอ คัพ มาแล้วน่าจะนำกลับมาเล่นงานใส่ "บาร์ซ่า" อีกครั้ง

2. บาร์ซ่าไม่ชอบลูกกลางอากาศ
บาร์เซโลน่า ดวลลูกกลางอากาศกับคู่แข่งในแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นนี้ 177 ครั้ง แพ้ไป 92 ครั้ง คิดเป็น 51.98 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น ประตูของ ลูก้า ตูซาร์ ในเกมที่ ลียง เจอ บาร์เซโลน่า...ทัพ "โอแอล" บอมพ์ใส่กรอบเขตโทษ บาร์ซ่า ก่อนจะมีการดวลโหม่งกัน 3 จังหวะ บอลลอยไปลอยมาอยู่ในเขตโทษตัวเอง สุดท้ายบอลตกใส่ ตูซาร์ ซัดจ่อๆ เข้าไป จุดนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงความสับสนในการเล่นลูกกลางอากาศในกรอบเขตโทษตัวเองรวมถึงความแข็งแกร่งของร่างกายในการเข้าปะทะกับคู่แข่งกลางอากาศ โดยเฉพาะ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ซึ่งกลายเป็นจุดอ่อนของทีมในเกมรับ จุดนี้หาก แมนฯยูฯ ซึ่งมีผู้เล่นที่ร่างกายสูงใหญ่และหนากว่าผู้เล่นบาร์ซ่าในหลายตำแหน่ง เช่น ลูกากู, สมอลลิ่ง ใช้จุดเด่นตรงนี้เล่นงานแนวรับบาร์ซ่าบ่อยๆ ไม่แน่เหมือนกันนะครับว่าเจ้าถิ่นอาจมียุบให้เห็นเหมือนกัน  

3. บาร์ซ่า พึ่ง เมสซี่ + ซัวเรซ มากเกิน
เราทราบดีว่า เมสซี่ คือพระเจ้า! และ หลุยซ์ ซัวเรซ ก็ยังอยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพค้าแข้ง หลักฐานคือจำนวนการทำประตูของพี่เหยินยังคงอยู่ในอัตราสูงอย่างน่าทึ่ง หากมองมุมกลับ จุดเด่นของ 2 คนนี้ก็กลายเป็นจุดอ่อน ถ้าหากมีใครสักคนหาวิธีหยุด เมสซี่ ได้ คำถามคือ บาร์ซ่า จะเป็นอย่างไร? หรือถ้าหาก ซัวเรซ เล่นไม่ออก หรือเลวร้ายไปกว่านั้นคือทั้งคู่เจ็บ ใครจะรับประกันได้ว่า "บาร์ซ่า" จะแกร่งเหมือนเดิม??? เมสซี่ และ ซัวเรซ ยิง 33 และ 20 ประตูตามลำดับ รวมกันซัดให้ บาร์ซ่า 53 ตุงในฤดูกาลนี้ ส่วนคนที่ยิงได้ใกล้เคียงสองเทพมากที่สุดคือ อุสมาน เดมเบเล่ แค่ 8 ประตูเท่านั้น ช่องว่างที่ เมสซี่ และ ซัวเรซ ทิ้งไว้ห่างกับนักเตะคนอื่นๆ ในทีมอย่างน่าใจหายนะครับ ถ้าหากใครได้ดูลาลีกาในซีซั่นนี้จริงๆ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "บาร์ซ่า" ที่ไม่มี เมสซี่ ก็คือทีมธรรมดาๆ ทีมหนึ่ง ที่สามารถพ่ายแพ้ได้ทุกทีม

ตามความคิดของผมวิธีเอาชนะ บาร์เซโลน่า คุณไม่จำเป็นต้องมีนักเตะระดับโลกอย่างเช่น คิลิยัน เอ็มบัปเป้, เนย์มาร์ หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แม้กระทั่งกองหลังก็ไม่จำเป็นต้องมี เวอร์จิล ฟานไดจ์ หรือ เซร์คิโอ รามอส ยืนยันว่าไม่จำเป็นครับ และไม่จำเป็นต้องใช้โค้ชอัจฉิริยะระดับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือ ซีเนอดีน ซีดาน... นั่นก็ไม่จำเป็น

กีเก้ เซเตียน เคยพา เบติส บุกไปชนะ บาร์เซโลน่า ที่มี ซัวเรซ และ เมสซี่ เป็นตัวจริงถึงถิ่น คัมป์นู 4-3, ปาโก้ โลเปซ เคยวางแผนให้ เลบันเต้ เปิดบ้านเฉือน "บาร์ซ่า" 2-1, ยูเซบิโอ ซาคริสตัน เคยนำทีม คิโรน่า บุกไปชนะ บาร์เซโลน่า ที่คัมป์นูได้เช่นกัน, ปาโบล มาชิน ก็เคยนำ เซบีย่า เปิดบ้านทุบ บาร์ซ่า 2-0, เมาริซิโอ เปเยกริโน่ เคยวางแท็คติกให้ เลกาเนส ที่มีนักเตะธรรมดาๆ พลิกกลับมาชนะ "บาร์ซ่า" ที่นำทัพโดย เมสซี่ เหตุการณ์ทั้งหมดที่หยิบยกมาเกิดขึ้นในซีซั่นนี้ครับ

ฉะนั้นทฤษฎีเอาชนะ "บาร์ซ่า" 2019 ตามความคิดของผมคือ "วางแผนอย่างเหมาะสม+ดวงดี" แค่นั้นจริงๆ

บู๊วัวแดง