ประสบการณ์ 1 ฤดูกาลเต็มกับการเผชิญความท้าทายบนลีกสูงสุดญี่ปุ่น และ เรื่องราวสุดประทับใจกับเสื้อแข่งตัวนั้นของ ซาโอริ คิมูระ นี่คือบทสัมภาษณ์แรกของ ชัชชุอร โมกศรี หลังจบศึก วี.ลีก ดิวิชั่น 1 ญี่ปุ่น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 สโมสรวอลเลย์บอล พีเอฟยู บลูแคทส์ ทีมน้องใหม่แห่งศึก วี.ลีก ดิวิชั่น 1 ญี่ปุ่น ทำการเปิดตัว “บุ๋มบิ๋ม” ชัชชุอร โมกศรี หัวเสาทีมชาติไทย เพื่อลุยศึกแข่งขันฤดูกาล 2018-2019

1 ซีซั่นเต็มๆ กับความท้าทายบนลีกต่างแดนครั้งแรก ลีกที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งลำดับต้นๆของเอเชีย ลีกที่ได้ชื่อว่ามีแนวทางการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่นที่สุดเบอร์ต้นๆของโลก จากวันนั้นถึงวันนี้ ภารกิจของสาวน้อยวัย 20 ปี สิ้นเสร็จอย่างสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุดเมื่อ 6 เมษายน ชัชชุอร เดินทางกลับถึงเมืองไทย และเข้าชมการแข่งขัน เกาหลี-ไทย โปร วอลเลย์บอล ออลสตาร์ ซูเปอร์ แมตช์ 2019 Presented by Mitsubishi Xpander ในวันรุ่งขึ้น ที่อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก

SMM Sport จึงไม่พลาดที่จะนำบทสัมภาษณ์ของ ชัชชุอร เกี่ยวกับถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับ  1 ฤดูกาลที่ผ่านมา บนเวทีลีกญี่ปุ่น ให้แฟนลูกยางชาวไทยได้ติดตาม

“ช่วงแรกๆ หนูยังถามตัวเองอยู่เลยว่าคิดถูกไหมที่ออกมา เพราะการออกไปเล่นต่างประเทศคนเดียวครั้งแรก ทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นค่ะ พออยู่สักพัก เริ่มปรับตัว เริ่มชิน ปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ และเพื่อนร่วมทีมก็น่ารักค่ะ”  บุ๋มบิ๋ม เริ่มกล่าว

ตลอด 20 นัด ของการแข่งขันรอบฤดูกาลปกติ ชัชชุอร ถือเป็นกำลังหลักสำคัญของทัพนักตบ “แมวน้ำเงิน” พีเอฟยู บลูแคทส์ ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีหลายเกมที่เธอทำผลงานเป็นผู้เล่นท็อปสกอร์ประจำทีม

ผลการแข่งขันที่ไม่ชนะแม้แต่เกมเดียว ทำให้ พีเอฟยู ต้องเล่นรอบเพลย์ออฟลุ้นอยู่รอด ซึ่งชัชชุอรและพ้องเพื่อนก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง เอาชนะ เจเอ กิฟุ ริโอเรนะ รองแชมป์ดิวิชั่น 2 ได้ทั้ง 2 นัด อยู่รอดบนลีกสูงสุดแดนซามูไรต่อไปในซีซั่น 2019-2020

“หนูว่ามันยากทุกแมตช์ กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละแมตช์ กว่าที่จะตีได้แต่ละแต้ม ถือว่ายากพอสมควร ที่ญี่ปุ่นเขามีรูปแบบเล่น โค้งหน้า โค้งหลัง บอลเร็ว แต่ความสามารถของตัวตี มีความสามารถสูงมาก เวลาการอ่านบอลจะยากมากขึ้น และการเล่นของที่ญี่ปุ่นจะเร็ว เร็วทุกอย่าง ทั้งรับ ทั้งเสิร์ฟ ทั้งตบ เล่นกันเร็วหมดเลย"

"ตอนไปอยู่แรกๆ หนูยังตั้งรับไม่ทันเหมือนกัน เพราะหลังหายบาดเจ็บได้ลงฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีม หนูทำอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกอย่างมันเร็วไปหมด และหนูยังปรับตัวไม่ได้ แต่เขาก็เข้าใจว่าเราเพิ่งหายเจ็บมา เขาเริ่มซ้อมเบาๆให้เรา ค่อยๆปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ” ชัชชุอร เผยถึงการลงเล่นกับวอลเลย์บอลลีกญี่ปุ่น

การออกไปหาความท้าทายของ ชัชชุอร สิ่งแรกที่ต้องชื่อชมคือ “ใจ” เธอสามารถเอาชนะใจตัวเอง เพื่อต่อยอดสู่เส้นทางที่ใหญ่ขึ้นกับการเล่นวอลเลย์บอลอาชีพ แน่นอนว่าทุกสิ่งที่เธอได้พบเจอจะเป็นประสบการณ์ชั้นดีเพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป

“หนูก็รู้สึกว่าหนูแข็งแกร่งขึ้นนะ เพราะว่าไปเล่นที่ญี่ปุ่น มีทั้งความกดดันตัวเอง ความคาดหวังจากเพื่อนร่วมทีม คือเขาไม่ได้พูดกับเรานะคะว่าเขาคาดหวังกับเราไว้เยอะ แต่หนูเห็นสายตา มันก็รู้ว่าเขาก็คาดหวังกับเราอยู่เหมือนกันนะ”

“แต่ไม่มีใครมากดดันหนูนะคะ มีแต่ตัวหนูเองที่คิดเยอะ กลัวจะทำได้ไม่ดี กลัวนู้นนี่นั่น คิดเยอะแยะไปเองค่ะ ก็เลยกลายเป็นกดดันตัวเอง แต่ก็พยายามสงบจิตใจ มีสมาธิมากขึ้น พยายามเล่นอย่างต่อเนื่องให้อยู่ในมาตรฐานของตัวเองค่ะ”

“หนูจึงรู้สึกว่าได้มาเยอะ ทั้งสภาพจิตใจ ทักษะ และการไปอยู่ญี่ปุ่น มันมีเรื่องราวบางอย่างที่เราไม่เคยเจอ เราก็สามารถรับมือกับมันได้ ปรับตัวเข้ากับมันได้ และสำคัญคือคิดบวกอยู่ตลอดเวลา และ คิดที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา”

หลังจบการแข่งขัน วี.ลีก ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2018-19 มีภาพน่าสนใจของ ชัชชุอร สวมเสื้อแข่งทีมชาติญี่ปุ่น นั่นทำให้ชวนสงสัยว่าเป็นเสื้อของใคร และมีที่มาอย่างไร ซึ่งคำตอบจากปากของสาวน้อยรายนี้ ที่พูดไปยิ้มไป จนออกมาเป็นเรื่องราวสุดประทับใจ ในวันเลี้ยงส่งก่อนกลับไทย

“มีอยู่วันหนึ่ง พี่เอบาตะ (เอบาตะ ยูกิโกะ) ถามหนูว่าชอบนักกีฬาคนไหนในญี่ปุ่น หนูเลยบอก ซาโอริ คิมูระ แล้วเขาถามว่าอยากได้ของขวัญอะไรก่อนกลับไทย หนูเลยพูดเล่นๆไปว่า อยากได้เสื้อแข่งของ ซาโอริซัง เขาบอกว่ามันยากมากนะ ถ้าได้แค่ลายเซ็นต์จะเป็นไรไหม หนูเลยบอกว่าได้แค่ลายเซ็นต์ก็ดีใจแล้วค่ะ”

“พี่เอบาตะบอกว่าถ้าอยากได้เสื้อจริงๆ ทำหน้าอ้อนวอนที่สุด แบบว่าฉันอยากได้จริงๆ หนูก็ทำ พี่เอบาตะอัดวิดิโอแล้วก็ขำ หนูคิดว่าถ่ายคลิปเล่นๆ พอวันงานเลี้ยงส่งหนู พี่เอบาตะหยิบถุงอะไรมาไม่รู้ถุงนึง พอหนูเปิดดู จังหวะนั้นคือกรี๊ดแล้วอ่ะ คือหนูได้เสื้อ หนูไม่คิดแล้วว่าจะได้จริงๆ เพราะหนูคิดว่าพี่เอบาตะพูดเล่น”

“เพราะก่อนหน้างานเลี้ยง หนูก็ไปถามแล้วนะคะว่าหนูจะได้เสื้อไหมค่ะ คือหนูก็ไปถามเล่นๆ (หัวเราะ) พี่เอบาตะบอกว่า ถ้า บีบี เป็นเด็กดี บีบี จะได้ แล้วหนูก็เลยถามว่า แล้วตอนนี้หนูเป็นเด็กไม่ดีเหรอ พี่เอบาตะไม่บอก พี่เอบาตะบอกต้องเป็นเด็กดี”

“จนงานจะเลิกแล้ว เขาก็ถือถุงมาให้ บอกเป็นของขวัญ พอเปิดออกมาคือกรี๊ดเลย คือเป็นเสื้อ ซาโอริ คิมูระ คือหนูตื่นเต้นมากเลย หนูจะร้องไห้ จังหวะนั้นจับเสื้อขึ้นมา มือสั่นเลย แบบว่าหนูได้จริงเหรอๆ”

“พี่เอบาตะบอกว่าเสื้อตัวนี้เป็นเสื้อที่ซาโอริซังใส่แข่งเลย คือไม่ได้ซื้อมาให้ ก็รู้สึกดีใจมากค่ะ พอได้เสื้อมา พี่เอบาตะเลยให้ถ่ายคลิปขอบคุณซาโอริซัง ก็ขอบคุณมากๆเลยค่ะ หนูชอบพี่มากๆเลย หนูไม่คิดว่าหนูจะได้เลย” บุ๋มบิ๋ม เล่าถึงเรื่องราวสุดประทับใจในวันส่งท้ายก่อนกลับไทย

หลังจากนี้ ภารกิจต่อไปของ ชัชชุอร คือการเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมกับ ทีมชาติไทย เพื่อลุยศึกรายการต่างๆที่จะมีขึ้นตลอดปี 2019 และเป้าหมายใหญ่ของทัพลูกยางสาวไทยคือการคว้าตั๋วไปลุยศึก โอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่ญี่ปุ่น

SMM Sport ก็ขอเป็นกำลังใจให้ น้องบุ๋มบิ๋ม และทีมตบสาวไทย ตลอดทุกๆรายการที่ลงแข่งขัน สู้ๆ นะจ๊ะ