นับตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล วี.ลีก ของญี่ปุ่น จากที่ได้ทราบข่าวมี 2 นักกีฬาไทย จะได้ไปโลดแล่นบนเวทีลีกสูงสุดของแดนปลาดิบ นับว่าทำให้หัวใจพองโตได้ทีเดียว

การที่จะได้เห็นนักตบสาวไทย ทั้ง แก้วกัลยา และ ชัชชุอร ไปเล่นในลีกที่ดีที่สุดลีกหนึ่งของเอเชีย ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของนักตบรุ่นหลัง ๆ ที่จะสานฝันการเล่นลีกอาชีพในต่างแดนเฉกเช่นกับรุ่นพี่ที่เคยทำไว้

แก้วกัลยา ที่ได้ไปอยู่กับ เจที มาร์เวลัส ที่ถือว่าเป็นทีมใหญ่ และลุ้นแชมป์ในทุกปี นับตั้งแต่ที่ อรอุมา สิทธิรักษ์ นักตบรุ่นพี่เคยไปอยู่

ส่วน ชัชชุอร ที่อยู่กับ พีเอฟยู บลูแคทส์ ทีมน้องใหม่ แต่ก็มีอดีตทีมชาติญี่ปุ่นคอยเป็นแรงหนุน

แต่เมื่อลงไปเล่นในสนามผลงานของ 2 นักกีฬาไทย กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ชัชชุอร ได้รับโอกาสลงสนามให้กับทีมอยู่บ่อยครั้งในช่วงฤดูกาลปกติ ทว่าทีมกลับไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยสักครั้ง

ด้าน เจที มาร์เวลัส กลับคว้าชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่า แก้วกัลยา กลับไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่เกมเดียว จนเวลาเลยผ่านศักราชใหม่

และเมื่อปี 2019 มาเยือน แก้วกัลยา ปรับสภาพเข้ากับทีมได้ รวมถึงได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ เกม และผลงานทั้งตัวเอง และทีมก็ไปได้สวย

เมื่อจบฤดูกาลปกติ คิดในใจเล่น ๆ ว่า อย่างน้อย เจที ก็คงมีผลงานที่ไม่ต่ำกว่าการแข่งขันในปี 2018 นั่นคือการผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ

เกมในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยผลงานที่ตุนมาจากรอบแรก และสามารถเก็บชัยชนะได้หลายเกมในรอบ 2 ทำให้ เจที ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ หรือรอบไฟนัล 3 ได้สำเร็จ

ทว่าคู่แข่งในรอบตัดเชือก กลับเป็นทีมม้ามืดที่คาดไม่ถึงว่า จะสามารถทะลุเข้ามาถึงรอบได้อย่าง โทเรย์ แอร์โรวส์ ด้วยการเอาชนะ 6 จาก 7 เกมในรอบที่ 2 และจบรอบที่ 2 ด้วยการเป็นรองแชมป์

สรรพกำลังของทั้งสองทีม เอาจริง ๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมาก ทั้งบอลเร็ว, มือเซต, หัวเสา, บีหลัง, ตัวรับอิสระ พอฟัดพอเหวี่ยงกันได้สนุก

แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด ที่ทำให้ โทเรย์ สามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศมาได้ ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ หรือ "ฟลุ๊ค" แต่กลับเป็นผลงานที่โดดเด่นต่างหาก

บอลหลักทั้ง 3 คน ไม่ว่าจะเป็น ยานา คูลาน หัวเสาทีมชาติอาเซอร์ไบจาน, คุโรโกะ ไอ ดาวรุ่งทีมชาติญี่ปุ่น และ นากาตะ ชิโนะ มีเกมรุกที่ดุดัน และเด็ดขาด ตบแทบจะไม่ค่อยพลาด อีกทั้งบอลเร็วมากประสบการณ์ทั้ง อิโนอุเอะ นานามิ, โอโนะ คาโฮะ หรือแม้แต่ โอกาวะ เอรินะ ก็มีทีเด็ดในเกมรุกที่ดีไม่แพ้กัน หรือจะเป็น มิซูซูกิ เรนะ ตัวรับอิสระ ดีกรีแชมป์ U18 เอเชีย เมื่อปี 2017 ก็ทำหน้าที่ในเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยม

เรียกว่าองค์ประกอบของทีมทุกอย่าง รวมถึงฟอร์มการเล่นในสนาม ไม่ได้น่าแปลกใจเลยที่ โทเรย์ จะมาได้ไกลขนาดนี้

ขณะที่ เจที ผลงานในช่วงหลัง ๆ ค่อนข้างลุ่ม ๆ ดอน ๆ เมื่อชนะเพียง 3 จาก 7 เกมในรอบที่ 2 อีกทั้ง จะว่าไปแล้ว ทีมก็หวังพึ่งผลงานจาก บรันกิชา มิฮายโลวิช ทีมชาติเซอร์เบีย มากจนเกินไป ดูจากสีหน้า แววตา ในแต่ละครั้ง ดูเหมือนกับว่าเธอเองก็ต้องแบกรับความกดดันมหาศาลนี้ของทีมอยู่ตลอด

ขณะที่ตัวผู้เล่นอื่น ๆ ของทีม หัวเสาอย่าง ทานากะ มิซูกิ ก็ถือว่าฟอร์มการเล่นค่อนข้างดี แต่ไม่ค่อยจะสม่ำเสมอ มีบางเกมที่ตบดี 2 เซต แต่กลับไปหลุดในช่วงท้าย ๆ เช่นเดียวกับ ฮายาชิ โคโตนะ ก็พอจะช่วยทีมได้บ้าง ทั้งเกมรุก และรับสลับกันไป

 

เกมรอบตัดเชือก เลกแรก ทั้งสองทีมต่างก็สู้กันได้สนุก ก่อนที่สุดท้าย จะเป็น เจที ที่เป็นฝ่ายเฉือนชนะไปอย่างหวุดหวิด 3-2 เซต ขึ้นนำ 1-0 เกม

นัดที่ 2 นับเป็นเกมดราม่าพอสมควร

เจที เอาชนะไปได้ก่อนในเซตแรก แต่หลังจากนั้น กลับกลายมาเป็น โทเรย์ ที่ยำใหญ่ และเป็นฝ่ายตบเอาชนะ เจที ไปได้ 3-1 เซต ทำให้ทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 เกม และต้องตัดสินหาผู้ชนะด้วยการเล่น โกลเดน เซต 25 คะแนน

และสุดท้าย เซตพิเศษ 25 คะแนน เป็น โทเรย์ ที่เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 25-20 และผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปได้

ส่งผลให้ เจที รองแชมป์เก่า จบการแข่งขันในฤดูกาลนี้ด้วยอันดับที่ 3 แทน

เอาจริง ๆ ดูจากรูปเกมในรอบรองฯ นัด 2 หากใครที่ได้ชมก็น่าจะพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าเสียดาย และหงุดหงิดกับเกมในบางช่วงของ เจที ที่มีโอกาสแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำได้

ส่วนตัวเสียดายกับ แก้วกัลยา ที่ได้ตีบอลน้อยไปหน่อย รวมทั้งเสียดายที่อดได้เห็นน้องเข้าไปลุ้นชูถ้วยแชมป์ วี.ลีก

แต่ทั้งนี้ ทุกคนก็ทำกันอย่างเต็มที่ และพยายามกันจนสุดฝีมือ อันดับ 3 - เหรียญทองแดง ก็ถือว่าน่าดีใจมาก ๆ แล้ว

ด้าน ชัชชุอร ก็ช่วยทีมบรรลุเป้าหมายได้ เมื่อเอาชนะ เจเอ กิฟู ริโอเรนะ ในรอบเพลย์ออฟ ไปได้ 3-0 เซต ทั้ง 2 เกม และรอดตกชั้นได้สำเร็จ

ทว่า ศึก วี.ลีก ดิวิชั่น 1 ยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีเกมในรอบชิงชนะเลิศ ให้แฟน ๆ ได้ตามเชียร์ ตามลุ้นอีก 2 นัด ระหว่าง ฮิซามิสึ สปริงส์ แชมป์เก่า จะพบกับ โทเรย์ แอร์โรวส์ ในวันที่ 6, 13 เมษายน 2562 ชมการถ่ายทอดสดกันได้ทาง SMMTV เช่นเดิมจ้า