เมื่อวันก่อน นั่งอ่านข้อความในกลุ่มวอลเลย์บอล แล้วมีโพสต์หนึ่งที่ตั้งหัวข้อเอาไว้ว่า“มีนักกีฬาวอลเลย์บอลประสบอุบัติเหตุ แล้วเสียชีวิต” จากนั้นหลายคนก็ไล่ตามหาข้อมูลว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงไหม ส่วนผมเองกับทีมงานก็กระจายกันหาข่าวว่ามันเป็นการอำ

ถ้าให้ยอมรับตรงๆในตอนแรกที่เห็นก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้มันคือเรื่องอำกัน เพราะดูข้อมูลผู้ใช้งานเฟสบุคแล้วไม่มีอะไรเลย เหมือนเป็นยูสเซอร์ที่สร้างขึ้นมาปลอมๆมากกว่าที่จะเอาไว้ใช้จริง 

 

ไม่ว่าผู้ใช้เฟสบุคท่านนี้จะใช้จริงหรือไม่ การอำที่เกินกว่าเหตุก็เป็นเรื่องที่ไหม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะมันส่งผลรอบข้างมากมาย อย่าลืมว่าโลกทุกวันนี้มันสื่อถึงกันได้เร็วมาก ถ้าข้อความดังกล่าวไปถึงคนที่เป็นพ่อแม่หรือญาติของนักกีฬาคนดังกล่าว พวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ?

 

จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยอยากเข้าไปยุ่ง อยากเป็นผู้อ่านในกลุ่มหรือตามเพจมากกว่าที่จะไปแสดงความเห็นใดๆ แต่เมื่อเหตุการณ์มันไม่ค่อยประสงค์ดี ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้ขยายความมุมกระทบที่เกิดขึ้นจากความนึกคะนองของคนๆเดียวให้ได้ทราบกัน

 

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการอำถึงขั้นชีวิต”

 

เมื่อปี 2013 ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ช่วงปลายของการเล่นให้กับสโมสรอิคติซาชิ บากู ที่ประเทศอาเซอร์ไบจานของ “นิ้งหน่อง” ปลื้มจิตร์ ถินขาว นักกีฬาทีมชาติไทย ได้มีเหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศไทยต้องช็อคเมื่อแฟนเพจที่มีชื่อว่า Igtisadchı BAKU (Thailand – Azerbaijan) ที่คอยอัพเดทข่าวสารของทีม และ รายงานผลการแข่งขันอยู่เป็นประจำ ได้โพสต์ข้อความเอาไว้ว่า “OMG! BREAKING NEWS in Azeri Media!((( ′Thai player of Igtisadchi team Pleumjit Thinkaow was found as a dead in her car by Baku police′

 

แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า “ ข่าวด่วน ปลื้มจิตร์ ถินขาว ผู้เล่นทีมอิคติซาชิ เสียชีวิตในรถของเธอ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้พบศพ”

 

ข่าวเกิดขึ้นประมาณ 6-7 โมงเข้าที่ไทย 

 

รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ???? คุณแม่ของหน่องรับสายจากแฟนคลับที่สนิท แล้วปลายสายบอกให้แม่ใจเย็นๆกับสิ่งที่จะเล่า เมื่อแม่รู้ว่ามีข่าวแบบนี้ขึ้นใจก็เสีย แต่ดีที่ยังพยายามคิดบวกไปว่าเพิ่งได้คุยกับลูกช่วงดึก และ อีกอย่างหน่องไม่มีรถส่วนตัว ก็ยังพอทำให้มีเหตุผลประคองความรู้สึกเอาไว้ได้บ้าง 

 

ทุกคนพยายามติดต่อหน่อง แต่ไม่มีการรับสาย รวมถึงเพื่อนร่วมทีมจากไทยอีก 6 คนที่อยู่ด้วยกันที่นั้นก็ไม่มีการตอบรับใดๆ

 

ใจคนที่ไทยห่อเหี่ยว นักข่าวกดสายหาครอบครัวหน่องไม่ขาดระยะ คนไทยจำนวนมากก็ช่วยกันติดต่อไปทางสโมสร และ เพื่อนที่อยู่ในประเทศนั้นเพื่อช่วยเช็คข่าวให้ว่าจริงหรือไม่

 

ต้องบอกก่อนนะครับว่าอินเตอร์เน็ตตอนนั้น หรือ การสื่อสารในช่วงนั้นไม่ว่องไวแบบทุกวันนี้

จนเวลาผ่านไปสักระยะ มีเพื่อนร่วมทีมที่นั้น ( ผมจำไม่ได้ว่าใคร ) เห็นข้อความ เห็นสถานการณ์ที่ไม่ดีในโซเชียล จึงรีบไปปลุกหน่องแล้วเล่าให้ฟังว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยเจ้าตัวเองก็งงๆ แล้วรีบติดต่อมาที่บ้าน บอกให้ครอบครัวรู้ว่าตนยังอยู่ดี ก่อนที่จะมาอัดคลิปบอกทุกคนในสภาพที่งัวเงียว่า “กูยังไม่ต๊ายยยยยยยยย” 

 

ในที่สุดแอดมินเพจดังกล่าวก็มาเฉลยตอนหลังว่ามันคือวันโกหกแห่งชาติ แต่นั้นคือข้อแก้ตัว เพราะว่าที่นั้นไม่มีวันโกหกอย่างที่เขาอ้างอิง และ ที่เด็ดกว่านั้นคือมีคนไทยเป็นแอดมินเพจนั้นด้วย แต่เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆในเรื่องนี้ ซึ่งเขาก็มาอธิบายเพิ่มเติมว่าไม่สามารถติดต่อแอดมินชาวอาเซอร์ไบจานคนนั้นได้แล้ว

 

ที่ไทยปั่นป่วนมากครับ ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่มาอำกันแบบนี้ “สนุกมือคนๆหนึ่ง แต่อีกมากต้องมาเป็นทุกข์”

 

พอได้มีโอกาสมานั่งเขียนเรื่องแนวนี้ ก็ขอต่อยอดไปอีกเรื่อง คราวนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักกีฬาชายระดับเยาวชนทีมชาติ 

 

ตอนนั้นทีมไทยไปแข่งขันที่ต่างประเทศ ซึ่งผู้เล่นที่ไปนั้นก็มีหลายคนเพิ่งก้าวขึ้นมาติดทีมชาติเป็นครั้งแรก ( จริงๆระดับเยาวชนก็ติดทีมชาติครั้งแรกกันทั้งนั้นนี่น่า ) 

 

ด้วยฟอร์มของทีมยังติดๆขัดๆ ทำให้ผลการแข่งขันออกมาไม่สู้ดีนัก จนทำให้การแสดงความคิดเห็นของคนในโซเชียลเริ่มดุเดือด แต่ที่หนักกว่านั้นคือการด่ากราดไปที่นักกีฬาคนหนึ่งด้วยคำที่หยาบคาย 

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ...ผู้เล่นคนนั้นเสียใจเป็นอย่างมาก จนไม่อยากจะเล่นอีกเลย แต่กำลังใจจากเพื่อนร่วมทีม และ สต๊าฟฟ์โค้ชก็ช่วยกันบรรเทาความรู้สึกของเขาให้กลับเข้าสู่เส้นทางได้อีกครั้ง 

 

หลายคนอ่านแล้วอาจจะตั้งคำถามว่า “ก็ไม่ต้องอ่านสิ สนใจทำไมคำด่า เขาด่าน่ะดีแล้วจะได้เอาไปปรับปรุง” ผมอยากบอกว่านักกีฬาก็คนธรรมดาคนหนึ่ง เขาถูกฝึกมาเพื่อลงสนามไปแข่งกับคู่ต่อสู้ ไม่ได้ถูกฝึกมาสู้กับคนดู การที่เขาเข้าไปอ่านแล้วรู้สึกแย่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และ การติชมก็ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่การใช้คำมันก็ควรอยู่ในกรอบ มีขอบเขตที่จะท้วงติง ไม่ใช่ด่าหยาบโลนด้วยอารมณ์ 

 

ถ้านักกีฬาด่าคืนกลับไป ก็จะสวนกลับมาว่า “คุณเป็นคนสาธารณะ ทำไมจะด่าไม่ได้ เป็นถึงนักกีฬาทีมชาติทำไมไม่มีวุฒิภาวะ”

 

คือ...เด็กอายุ 18 ปี จะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้แค่ไหนกัน ในเมื่อคนที่ด่าอายุก็ปาไปที่ 30 กว่าๆแล้ว

 

ผมไม่ได้มาเขียนเพื่อให้เข้าใจว่าด่าไม่ได้นะครับ ต่อว่าได้เลยตามสะดวก ติไปตามความเหมาะสม แต่อย่าไปถึงขั้นไล่ให้ไปตาย หรือ ลามไปถึงพ่อแม่เขาเลย เราเองจะพิมพ์อะไรก็คิดถึงใจเขาใจเราบ้างก็ดีครับ 

 

อีกเคสที่น่าสนใจคือ “โดนด่าแล้วจำ ก่อนที่จะไปทำให้เกิดผลสำเร็จ”

 

ปี 2013 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชีย ทีมไทยในตอนนั้นตั้งเป้าที่จะคว้าแชมป์ให้ได้อีกสักครั้ง เพราะว่าเล่นในบ้าน และ ทุกคนมีความตั้งใจอยากจะได้แชมป์อีกสักสมัย ถ้ามองจริงๆแล้วเป็นเป้าหมายที่เกินตัวอยู่พอควร เพราะจะผ่านยอดทีมอย่างจีน ญี่ปุ่นก็คงยาก แต่การที่”กัปตันกิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงษ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อก่อนแข่งขันนั้นเป็นความท้าทาย และ ความตั้งใจที่อยากจะทำให้ได้ เพราะที่โคราชคือบ้านของเธอ

 

แต่....แค่เกมแรกที่ลงสนาม ทีมชาติไทยก็ทำเอาช็อค เมื่อแพ้ให้กับคาซัคสถานไป 1-3 เซต ตอนนั้นโซเชียลร้อนเป็นไฟ แล้วก็ลามไปบ้านของกัปตันกิ๊ฟ เมื่อเธอโดนต่อว่าอย่างหนักว่า “อีกิ๊ฟแก่เกินที่จะเล่นแล้ว”

 

จากคำด่าในครั้งนั้น เธอเก็บไม่ตอบโต้ ทำได้แต่เพียงโพสต์ระบายในเฟสบุคนิดหน่อย แล้วพยายามกลับมาทำหน้าที่ให้ดีที่สุดอีกครั้ง

 

จนแล้วจนรอดทีมที่ไทยกระท่อนกระแท่นก็เข้ารอบเป็นที่สองของกลุ่ม แล้วเข้าไปทุบญี่ปุ่นแบบสุดมันส์ ก่อนที่จะชนะเวียดนาม เข้ารอบ 8 ทีมไปซิวอิหร่าน แล้วมาเจอกระดูกชิ้นโตอย่างจีน แต่ด้วยความตั้งใจบวกกับเสียงเชียร์ในสนาม ทีมไทยเอาชนะไปได้ 3-2 เซต เข้ารอบชิงชนะเลิศ แล้วก็ได้ดวลกับญี่ปุ่นอีกครั้ง และ ก็เป็นไทยที่ย้ำแค้นได้อีกครั้ง ทีมไทยได้แชมป์เอเชียครั้งที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่

กัปตันกิ๊ฟ ให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตา หลังได้แชมป์เอเชียที่บ้านเกิด

จบเกม “กัปตันกิ๊ฟ” ให้สัมภาษณ์ว่ารู้สึกน้อยใจที่โดนด่าว่าเป็นอีแก่ ไม่เหมาะที่จะได้เล่น แต่แล้วเธอก็เอาตรงนี้มาเป็นพลัง จนทำได้สำเร็จ

 

ทุกวงการมีคนรักมีคนเกลียดอยู่ทั้งหมด เรื่องพวกนี้มันบังคับกันไม่ได้ ใครชอบใครรักก็ส่งกำลังใจ ใครที่ไม่สบอารมณ์ก็หาแหล่งระบาย ส่วนตัวผมมันเป็นเรื่องปกตินะ แต่ที่คิดแบบนั้นได้เพราะเราไม่ใช่คนที่ถูกด่า เราต้องมองมุมกลับไปด้วยว่าถ้าเราเป็นคนโดนด่าละจะทำอย่างไร 

 

มีนักกีฬาคนหนึ่งที่ทำอะไรก็จะโดนต่อว่าอยู่ตลอด ขนาดอยู่เฉยๆไม่มีส่วนร่วมอะไรกับทีมก็ยังโดนตามไปต่อว่า คนๆนั้นคือ “แป้น”ปิยะนุช แป้นน้อย 

ปิยะนุช แป้นน้อย

สำหรับแป้นถือว่าเป็นเรื่องปกติที่โดนต่อว่าอยู่ตลอด แต่ส่วนใหญ่จะมาด้วยอารมณ์มากกว่า ซึ่งเจ้าตัวก็เคยเล่าให้ฟังว่าเราทำอะไรไม่ได้ ตอบโต้ไปก็ไม่ใช่เรื่องดี สิ่งที่ควรทำคือทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

 

ซึ่งสิ่งที่แป้นทำก็ตรงกับที่เขาบอกไว้ จนเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นอาการเดือดของเธอที่โพสต์ตอบโต้คนที่ไปด่าแบบเต็มขีดพลัง 

 

เรื่องนี้ผมก็ทราบจากกลุ่มคนรักวอลเลย์บอลที่แฟนๆแคปมาลงให้ได้อ่านกัน ก็แปลกใจว่าทำไมถึงหลุดแบบนั้น แต่พอไปไล่อ่านๆก็มีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยที่อยู่ๆไปด่าเขาแบบนั้นทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไร 

 

ผมเองก็งงๆเมื่อมีคนแคปที่แป้นตอบโต้ส่งมาให้ทางข้อความ แล้วบอกว่าให้ทำเป็นข่าวว่านักกีฬาด่าแฟนวอลเลย์บอล แต่ยังไม่ทันไรก็บล็อคเฟสบุคผมไปเฉยเลย จากนั้นผมก็ลองติดต่อไปที่แป้นเพื่อถามเรื่องราว จนได้ความมาว่า ตอนที่มีคนไปด่าในอินสตาแกรมเธอกำลังทำบุญอยู่ แต่แปลกใจทำไมถึงมาด่าทั้งที่ไม่เคยไปทำอะไรให้ ก็เลยอารมณ์กระเจิงเพราะขนาดทำบุญอยู่ดีๆยังโดนคนมาด่า 

 

พักหลังๆสถานที่ในโซเชียลอย่างกลุ่มคนรักวอลเลย์บอลที่เคยเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นกลับกลายเป็นสนามรบกันของแฟนๆแล้ว จนล่าสุดมีแฟนวอลเลย์บอลท่านหนึ่งได้โพสต์ในกลุ่มว่ามีนักกีฬาวอลเลย์บอลเสียชีวิตเพราะโดนรถชน 

อัจฉราพร คงยศ

นั้นละครับ...เรื่องวุ่นๆก็เกิดขึ้น แต่เมื่อเช็คครบทุกด้านนักกีฬาก็ไม่ได้เป็นอะไร ยังอยู่ดีมีสุข ส่วนแฟนๆก็พยายามตามหาตัวของคนที่เอามาโพสต์ บางคนบอกว่าหาไม่ได้หรอก เฟสบุคปลอมใครก็ทำได้ จับยังไงก็ไม่ได้หรอก 

 

ผมขอทิ้งท้ายเรื่องทั้งหมดที่เล่ามาสั้นๆนะครับ เรื่องจะด่าต่อว่าใครก็ตามพอสมควรดีกว่า เอาพอเหมาะครับ มีขอบเขตกันก็ดี คิดถึงใจเขาใจเรา ติกันไปตามเกมในสนามก็พอเนอะ เพราะขนาดกีฬายังมีกติกา เรากองเชียร์เองก็เคารพกติกาสังคมกันด้วยก็ดีครับ 

ปลื้มจิตร์ ถินขาว เข้าแจ้งความ

ส่วนเรื่องเฟสบุคปลอม ไอจีปลอม ผมอยากจะบอกว่าเคยมีคนตัดต่อรูปปลื้มจิตร์ไปทำภาพที่ไม่เหมาะสม จนต้องไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีเป็นข่าวใหญ่ ถัดจากนั้นแค่ 2 เดือนก็ตามตัวเจอ และได้เดินทางไปหาที่จังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อเข้าจับกุม 

 

ผมไม่รู้ว่าตำรวจเอาไอพีมาจากไหน แต่ผมรู้ว่าหาตัวเจอไม่ยากครับ

เอก ประวิตร