ในบรรยากาศอันแสนชื่นมื่นของ ลิเวอร์พูล ที่สามารถกลับมาเก็บชัยชนะได้อีกครั้ง แต่มันก็ยังมีมุมเล็กๆ อีกมุมหนึ่งที่แฟนๆ หลายคนตั้งข้อสงสัยถึงการจัดทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์

ในเกมทุบ เบิร์นลี่ย์ 4-2 เราได้เห็น อดัม ลัลลาน่า ถูกใส่ชื่อลงสนามเป็นตัวจริงแบบสุดเซอร์ไพรซ์ โดยมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่พอจบ 90 นาที มันก็ไม่มีใครสงสัยอะไรอีก

ลัลลาน่า แปรสภาพจากแข้งที่โดนโห่ในเกมเสมอ เอฟเวอร์ตัน เมื่อสัปดาห์ก่อน กลายเป็นผู้คว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ภายใต้ฟอร์มการเล่นอันเฉิดฉาย

แต่นั่นยังไม่ได้คลายข้อสงสัยจากเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” หมดเสลซะทีเดียว เนื่องจากนี่ก็เป็นอีก 1 ครั้งที่เราได้เห็น เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกร่างป้อม มีชื่อเป็นแค่ตัวสำรอง และไม่ได้รับโอกาสสัมผัสเกมเลยแม้แต่นิดเดียว

ดาวเตะจอมพลิ้วทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ห่างหายจากทีมไปนานเหลือเกิน จนเหมือนกับว่าไฮไลท์สุดท้ายของเจ้าตัวที่สร้างไว้ก็คือศึก “แดงเดือด” ที่เหมา 2 ประตู พา “หงส์แดง” ทุบ แมนฯ ยูไนเต็ด ในนัดแรก

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ดูเหมือนว่า คล็อปป์ จะไม่ค่อยโปรดปรานในการส่ง ชากิรี่ ลงสนามเท่าไหร่นัก

กระแสทุกอย่างเริ่มแรงขึ้นในช่วงหลังๆ ที่กุนซือเฮฟวี่เมทั่ล เลือกจิ้มตัวเลือกอื่นๆ ในแนวรุกอย่าง ดิว็อค ออริกี้ , ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ , นาบี เกอิต้า หรือแม้กระทั่ง ลัลลาน่า เป็นตัวเลือกที่เหนือกว่า “ช้าค”

ถามว่า ชากิรี่ มีปัญหาบาดเจ็บมั้ย ? นั่นก็คงเปล่า! เพราะเขายังมีชื่อติดเป็น 1 ในแข้งสำรองอยู่เรื่อยๆ เพียงแค่ไม่ถูกเรียกใช้งานเท่านั้นเอง ในขณะที่ตัวของนักเตะก็ไม่ได้มีออกมาพูดชี้แจงอะไร

ประเด็นทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทำให้มีแฟนบอลหลายๆ ฝ่ายคาดเดาว่า ชากิรี่ กำลังมีปัญหาส่วนตัวกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ รึเปล่า.....

“เดอะ นอร์มอล วัน” เพิ่งกล่าวถึงเรื่องนี้หลังจบเกมที่อัด “เดอะ คราเร็ตส์” โดยระบุว่า ไม่มีอะไรในกอไผ่ทั้งสิ้น เนื่องจาก “ช้าค” นั้นมีอาการบาดเจ็บที่แผ่นหลังนิดหน่อย และต้องการเวลาในการฟื้นฟูให้สมบูรณ์

คล็อปป์ ยังกล่าวถึงเรื่องนี้ต่อด้วยว่า ตนเองยังจำชอตที่ ชากิรี่ เจ็บได้เลยด้วยซ้ำ โดยเกิดขึ้นจากจังหวะพยายามขึ้นโหม่งบริเวณเส้นข้างสนาม ซึ่งเจ้าตัวเองก็ทราบถึงเหตุผลทุกอย่างดี

แต่กระนั้นก็เถอะ! ถึงแม้ว่า คล็อปป์ จะออกมาตอบเป็นเรื่องเป็นราว แต่มันก็ยังมีหลายๆ คนที่ไม่ค่อยอยากเชื่อในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้สักเท่าไหร่ โดยยังเชื่อว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังของการทะเลาะกันอยู่

ถ้าใครที่ตามดูเส้นทางการค้าแข้งของ ชากิรี่ เราจะพอทราบกันดีว้าเขาเป็นนักเตะที่อารมณ์ศิลปินอยู่พอสมควร และมีฟอร์มการเล่นที่ขึ้นๆ ลงๆ บทจะดีก็ดีใจหาย แต่บทจะร่วง ก็หายไปจากเกมได้เลยเหมือนกัน

นั่นคงคล้ายๆ กับ ซามี นาสรี่ ในช่วงที่ค้าแข้งให้ แมนฯ ซิตี้ เขามักจะเปล่งประกายในเกมบิ๊กแมตช์ได้เสมอ มีเซอร์ไพรซ์ลูกเหนือชั้นให้เห็นตลอด แต่ถ้าเป็นเกมทั่วไปแล้วล่ะก็….นาสรี่ ก็วูบหายไปง่ายๆ ได้

ชากิรี่ ก็น่าจะฟีลคล้ายๆ กันนี้ เขายังไม่ใช่ผู้เล่นที่สม่ำเสมอพร้อมฝากผีฝากไข้ได้ทุกเกม และยังมีลูกดื้อชอบขัดคำสั่งโค้ชอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่สมัยอยู่ บาเยิร์น , อินเตอร์ เรื่อยมาจนถึง สโต๊ค ซิตี้

มันไม่ใช่แค่ในมุมของ ชากิรี่ เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเรามองมาทางฝั่งของ คล็อปป์ เราก็จะเห็นได้ว่าเขามีความเด็ดขาดโหดเหี้ยมเรื่องการคัดสรรค์ผู้เล่นอยู่พอตัว

คล็อปป์ เป็นคนมีวาทศิลป์ที่ดี ตามคำบอกเล่าของ ปีเตอร์ คราเวียตซ์ ผู้ช่วยโค้ช โดยมักจะพูดจาอ่อยนักเตะที่ตัวเองหมายตาไว้อยู่เสมอ โดยที่ก็ไม่รู้ว่าจะได้ร่วมงานกันหรือเปล่าในอนาคต

คริสติยอง เบนเตเก้ เป็น 1 ในแข้งที่ว่านี้ เขาเคยเป็นกองหน้าที่ คล็อปป์ ปลื้มนักปลื้มหนาตอนกุมบังเหียน ดอร์ทมุนต์ แต่พอถึงเวลามาร่วมงานกันจริงๆ ที่ ลิเวอร์พูล – คล็อปป์ ก็พบว่า เบนเตเก้ ไม่มีอะไรที่เหมาะกับระบบ เกเก้น เพรซซิ่ง เลยสักอย่าง

เมื่อรู้แบบนั้น เขากล้าตัดสัมพันธ์กับ เบนเตเก้ แบบหักดิบทันที จับนั่งเป็นสำรองยาวๆ ไม่ต่างอะไรกับที่เกิดขึ้นกับ โจ อัลเลน เรื่อยมาจนถึงคดีของ มามาดู ซาโก้ ที่ชอบมาซ้อมสาย ขาดวินัยอย่างรุนแรง และโดนตัดหางปล่อยวัด

เราก็ไม่รู้ว่าหลักฐานในอดีตทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง คล็อปป์ กับ ชากิรี่ รึเปล่า ? ซึ่งก็คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้นอกจากรอเวลา

การมองว่ามีเหตุการณ์ “ไม่กินเส้นกัน” เกิดขึ้น ก็อาจจะเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะจริงๆ แล้ว ชากิรี่ ก็อาจจะมีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์จริงๆ และ คล็อปป์ ก็แค่เป็นห่วงว่าลูกทีมคนเก่งจะได้รับบาดเจ็บเพิ่ม

หรือในอีกทางหนึ่ง นี่อาจเป็นอีก 1 วิธีเค้นศักยภาพนักเตะของ คล็อปป์ ที่ต้องการทำให้ผู้เล่นมีความกระหายอยากพิสูจน์ตัวเองอย่างหนัก และจะใส่ไม่ยั้งเวลาที่ได้รับโอกาสลงสนาม

เราก็เห็นกันอยู่ว่า วิธีการแบบนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้วกับทั้ง ออริกี้ , สเตอร์ริดจ์ , เกอิต้า และ ลัลลาน่า ที่ต่างก็ทุ่มเทสุดฤทธิ์ยามได้ลงโชว์ฝีเท้า ซึ่งมันก็ส่งผลดีต่อทีมโดยรวม

ในช่วงโค้ชสุดท้ายของฤดูกาลหลังจากนี้ เราคงได้เห็นแนวคิดและแผนการที่ คล็อปป์ วางเอาไว้มากขึ้น และ ชากิรี่ ก็คงจะเข้ามามีส่วนกับการเปลี่ยนเกมเพิ่มมิติให้ทีมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ถ้าหลังจากนี้ลากยาวไปจนจบฤดูกาล มันกลับกลายเป็นว่า “ชากิรี่” ไม่ได้รับโอกาสทำอะไรเลยล่ะก็…..คราวนี้ก็คงต้องตัวใครตัวมันแล้วล่ะครับ