ด้วยผลงานการเอาชนะคู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ที่เป็นถึงแชมป์ลีกสูงสุดถึง 11 สมัย ชนิดเอาชัยชั่วเคี้ยวหมากแหลก (ชนะ 3-0 เกม) นับว่าเป็นโทรฟีใบหรูของ ปักกิ่ง ที่สามารถครองแชมป์ไชน่า วอลเลย์บอล ลีก ของจีน ได้เป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร

จากทีมที่มีผลงานอยู่ในระดับกลาง ๆ ตารางของไชน่า วอลเลย์บอล ลีก ในแต่ละฤดูกาล และโอกาสลุ้นแชมป์มีค่อนข้างน้อย

แต่ทว่าพวกเธอ กลับสร้างผลงานที่กระฉ่อนแดนมังกร ด้วยการคว้าแชมป์มาครองเป็นครั้งแรก แถมยังเอาชนะคู่แข่งอย่าง เทียนจิน แชมป์เก่า 11 สมัยไปอย่างราบคาบในรอบชิงชนะเลิศอีกด้วย

วันนี้ เราจะพาทุกท่านย้อนกลับไปดูผลงานของทีมปักกิ่ง แชมป์ลีกสูงสุดของจีนทีมล่าสุด ว่าที่มาที่ไป ก่อนการคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ในฤดูกาลนี้ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

เจิ้ง ชุนเล่ย ตัวตบคนสำคัญของ ปักกิ่ง

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ลีกเมืองจีนอาจจะดูไกลไปหน่อยกับคนไทย เพราะว่าความเกี่ยวข้องกับคนไทยก็มีค่อนข้างน้อย คือไม่ค่อยมีทั้งนักกีฬาไทยไปเล่น ซึ่งอาจจะมีแค่แฟน ๆ บางกลุ่ม ที่คอยติดตามผลการแข่งขันอยู่ห่าง ๆ บ้าง

อีกทั้ง ประเทศจีน ยังเป็นประเทศที่เราหาโซเชียลมีเดียให้ติดตามลำบาก เพราะเขาไม่มีโลกออนไลน์ที่พี่ไทยเราเล่น ๆ กันสักเท่าไหร่

กระทั่งในฤดูกาล 2015-16 ลีกเมืองจีน ก็สร้างข่าวใหญ่ให้กับแฟนลูกยางไทย เมื่อมีการดึงเอา "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยในตอนนั้น เข้าไปรับงานเฮดโค้ชของทีมสโมสรปักกิ่ง ออโต โมบิล เวิร์คส์ หรือ สั้น ๆ ก็คือปักกิ่ง นั่นเอง

พอเข้าไปเช็คข้อมูลของทีมปักกิ่ง เราก็พอจะคุ้นชื่อกับนักกีฬาของจีนอยู่บ้าง ซึ่งในทีมตอนนั้น มีนักกีฬาตัวดัง ๆ อยู่ไม่กี่คน อย่าง เจิ้ง ชุนเล่ย ดาวตบมือซ้ายตัวฉกาจ รวมทั้ง หลิว เสี่ยวถง หัวเสาตัวเก่ง (ซึ่งทั้งสองคน เคยผ่านประสบการณ์เป็นกัปตันทีมชาติจีนมาแล้ว) และปัจจุบัน ยังเล่นให้กับทีมอยู่

โค้ชอ๊อต กับงานเฮดโค้ชปักกิ่ง

การเข้าไปรับงานคุมทีมในต่างแดนอย่างเต็มรูปแบบครั้งนี้ "โค้ชอ๊อต" ไม่ได้ไปเพียงแค่คนเดียว ทว่ายังพา "โค้ชด่วน" ดนัย ศรีวัชรเมธากุล ผู้ช่วยโค้ชทีมชาติไทย (ในตอนนั้น) เดินทางไปทำงานในแดนมังกรอีกคนด้วย รวมถึง "พี่เนตร" ทิพย์รัตน์ แก้วใส นักกายภาพของทีมชาติไทย ไปช่วยงานด้วยเช่นกัน

อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบการแข่งขันในลีกจีนคร่าว ๆ จะมีทีมแข่งขันทั้งหมด 14 ทีม (บางปีมี 12  ทีม) จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 7 ทีม หรือ 6 ทีม แล้วแต่จำนวนทีมในแต่ละปี และจะคัดอันดับ 1-4 ของแต่ละกลุ่ม ผ่านเข้ารอบต่อไป

ส่วนในรอบที่ 2 แข่งขันแบบพบกันหมด แบบเหย้า-เยือน (แล้วแต่รูปแบบในแต่ละปี) คัดอันดับ 1-4 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ

ผลงานปีแรกของ "โค้ชอ๊อต" ในการทำงานที่ลีกจีน ที่มีดาวตบต่างชาติอย่าง ยานา คูลาน ทีมชาติอาเซอร์ไบจาน (ปัจจุบันเล่นให้กับ โทเรย์ ในญี่ปุ่น), นาตาชา เคิร์สมาโนวิช บอลเร็วทีมชาติเซอร์เบีย และซูซานา เชบิช ตัวรับอิสระจากเซอร์เบียอีกคน ซึ่งแต่ละคนถือว่าดีกรีไม่ธรรมดา

อดีตนักตบทีมชาติไทย ที่เข้าไปรับงานทำทีมปักกิ่ง บอกถึงเป้าหมายของทีมว่า ในช่วง 1-2 ปี ที่ตนเองมีสัญญากับทีม คือจะต้องพยายามพัฒนานักกีฬาดาวรุ่งของทีมให้ดีขึ้น รวมทั้งทีมที่แม้จะไม่ใช่ทีมลุ้นแชมป์ แต่ก็ยังมีงบให้ช้อปปิ้งนักกีฬามาร่วมทีมหลายสิบล้านบาททีเดียว

ส่วนผลงานของ ปักกิ่ง ในฤดูกาล 2015-16 (ฤดูกาลดังกล่าวมี 12 ทีม) ชนะ 5 แพ้ 5 ในรอบแรก ผ่านเข้ารอบที่ 2 ด้วยการเป็นอันดับ 4 อย่างหวุดหวิด

แต่รอบที่ 2 ปักกิ่ง ผลงานไม่ค่อยดีมากนัก รวมชนะ 5 แพ้ 9 จบอันดับ 7 ของลีก ไม่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ

เมื่อการใช้ผู้เล่นจากยุโรปไม่ได้ผลงานที่ดีมากนัก ปักกิ่ง ภายใต้การนำของ "โค้ชอ๊อต" เปลี่ยนแปลงมาใช้ผู้เล่นจากสหรัฐอเมริกา ดีกรีทีมชาติทั้ง คาร์สตา โลว์ และเคลซี โรบินสัน ในฤดูกาล 2016-17

ปักกิ่ง ที่มีทั้ง โลว์ และ โรบินสัน

และผลงานของ ปักกิ่ง ในซีซั่นที่ 2 "โค้ชอ๊อต" นำทีมชนะ 6 แพ้ 4 จบอันดับ 3 ของรอบแรก และผ่านเข้ารอบที่ 2 ได้เช่นเดิม

ทว่าในรอบ 2 ฟอร์มของ ปักกิ่ง ยังไม่คงที่ ทำผลงาน ชนะ 5 แพ้ 9 จบอันดับ 7 เท่าเดิม

เท่ากับว่า ปักกิ่ง ภายใต้การนำทีมของอดีตเฮดโค้ชทีมชาติไทย จบอันดับ 7 ทั้ง 2 ฤดูกาล

2017-18 เป็นปีที่ ปักกิ่ง ต้องเสีย เจิ้ง ชุนเล่ย ดาวตบตัวเก่งที่ต้องไปเล่นในลีกอิตาลี กับ โปมี คาซัลมัจจิโอเร ทว่าก็ไปได้ไม่นาน เจ้าตัวก็ต้องกลับมา เนื่องด้วยการปรับตัวไม่เข้ากับลีกยุโรป

ปักกิ่ง ตั้ง จาง เจียงจาง เข้ามาทำหน้าที่แทน "โค้ชอ๊อต" ที่หมดสัญญา 2 ฤดูกาล รวมทั้งปล่อย โลว์ กับ โรบินสัน และคว้าตัว เรเชล โรค ดาวตบทีมชาติออสเตรเลีย เข้ามาร่วมทีมแทน

จาง เจียงจาง โค้ชที่สานต่องานจากโค้ชอ๊อต

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควรในทีม ทว่า ปักกิ่ง ก็มีผลงานที่ไม่ต่างจากฤดูกาลก่อนมากนัก ด้วยการจบอันดับ 4 ของรอบแรก ชนะ 6 แพ้ 6 ผ่านเข้ารอบที่ 2 อย่างหวุดหวิด (ฤดูกาลนี้ เพิ่มทีมมาเป็น 14 ทีม)

และเช่นเดิมในรอบที่ 2 ปักกิ่ง ก็ยังมีผลงานที่ไม่ดีมากนัก ด้วยการชนะ 4 แพ้ 10 จบอันดับ 7 ต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาล

เท่ากับว่า 3 ฤดูกาลหลังของทีมสาวเมืองหลวงแผ่นดินใหญ่ ยังไม่เคยเฉียดเข้าใกล้รอบรองชนะเลิศเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ซีซั่นใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ฤดูกาล 2018-19 ปักกิ่ง ยังคงใช้บริการของ จาง เจียงจาง คุมทัพเช่นเดิม เพิ่มเติมคือ เรเชล โรค ยังอยู่ และได้ โทรี ดิกซัน ทีมชาติสหรัฐอเมริกา และเมดิสัน คิงดอน มาเสริม

โทรี ดิกซัน

อีกทั้งยังได้กำลังสำคัญอย่าง ติงเซีย มือเซตทีมชาติจีน ที่เข้ามาบัญชาเกมรุก และเป็นกำลังสำคัญอย่างมากของทีม

ปักกิ่ง โชว์ฟอร์มได้โหดตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล ด้วยการคว้าชัยชนะ 6 เกมรวดในรอบแรก พร้อมทั้งเสียเซตให้กับคู่แข่งเพียงแค่เซตเดียว คว้าแชมป์ของกลุ่มมาครองได้อย่างสุดยอด

เข้ามาในรอบ 2 ผลงานของสาวเมืองหลวงแผ่นดินใหญ่ อาจจะมีสะดุดไปบ้าง ด้วยการแพ้ไปถึง 4 เกม และชนะ 10 เกม แต่ทว่าก็ยังประคองตัว จบอันดับ 2 ของลีก ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

เกมในรอบตัดเชือก ปักกิ่ง เจอกับ เซี่ยงไฮ้ รองแชมป์จากฤดูกาลที่แล้ว และเอาชนะไปได้อย่างสบาย ๆ 3-0 เกม (3-0, 3-2, 3-1) ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เท่านั้นยังไม่พอ ปักกิ่ง เข้ามาเจอกับ เทียนจิน แชมป์เก่าในฤดูกาลที่แล้ว และเป็นแชมป์มา 11 สมัย รวมถึงผลงานที่เจอกันในรอบ 2 ทั้งสองทีมผลัดกันชนะคนละ 1 ครั้ง

หลิว เสียวถง กัปตันทีม

ทว่าสุดท้าย ปักกิ่ง สร้างผลงานที่เหลือเชื่อ ด้วยการตบเอาชนะ เทียนจิน ไปอย่างขาดลอย 3-0 เกม (3-2, 3-1, 3-1) ชนิดที่ไม่ให้โอกาสคู่แข่งได้แก้ตัวเล่นถึงเกมที่ 4-5

ทำให้สาวเมืองหลวง คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของจีนไปครองเป็นสมัยแรก ทั้งที่พึ่งจะได้เข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกเท่านั้น รับเงินรางวัลในปีนี้ไป 3 ล้านหยวน (ประมาณ 14 ล้านบาท)

นับว่า เป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดดอย่างมากของทีมปักกิ่ง จากทีมกลาง ๆ ตาราง กลายมาเป็นทีมม้านอกสายตา และคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของจีนมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ และเป็นการทำได้ในรอบ 23 ปีทีเดียว

ซึ่งต้องขอแสดงความยินดี และชื่นชมอีกครั้ง กับทีมปักกิ่ง ที่ในระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ 4 ฤดูกาล พวกเธอกลับสามารถผงาดขึ้นครองบัลลังก์เบอร์ 1 ของเมืองจีนได้อย่างยอดเยี่ยมจริง ๆ

ขอบคุณภาพจาก volleychina.org