ตอนที่เห็นทางเวียดนามลงข่าวว่าทีมวอลเลย์บอลชุดU23ของไทยจะไปแข่งขันรายการ “วีทีวี บินห์ ดิง 2019” ระหว่างวันที่ 11-19 พฤษภาคม 2562 ก็ทำให้ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา

ที่ผ่านมาการติดตามข่าวส่วนใหญ่จะเทน้ำหนักไปที่ไทยแลนด์ลีก เพราะทีมชาติไม่มีคิวการเก็บตัวพิเศษเหมือนครั้งก่อนๆที่จะเข้ามาซ้อมร่วมกันวันจันทร์-พฤหัสบดี ช่วงมกราคม-มีนาคม ก็เลยทำให้ภาพข่าวไปอยู่ที่ลีกเกือบทั้งหมด 

 

ดังนั้นประเด็นการซ้อมของทีมชาติที่เคยมีข่าวประจำก็จางลงไป แต่ก็จะกลับมาเข้มข้นหลังจากที่รายการสุดท้ายอย่าง ไทย-เดนมาร์คซูเปอร์ลีกจบลง ( 19-23 มีนาคม ที่เดอะมอลล์บางกะปิ เข้าชมฟรี ดูสดทางช่อง 3 และ SMMTV ) 

 

สำหรับผมมองว่าข่าวทีมชาติ หรือ ประเด็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับทีมชาติจะได้รับความสนใจจากพี่น้องแฟนวอลเลย์บอลกันอยู่แล้ว ยิ่งทีมชาติชุดใหญ่นี่เป็นสิ่งที่หลายคนรออ่านเลย เพราะปีนี้มีรายการแข่งขันที่สำคัญรออยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็น ไทย-เกาหลี ซูเปอร์แมตซ์,VNL,ชิงแชมป์เอเชีย,มงเทรอซ์ มาสเตอร์ และ คัดเลือกโอลิมปิก 

 

จากรายการต่างๆที่กล่าวถึง แน่นอนว่าไทยเองก็คงต้องเตรียมตัวให้ดี และ จัดส่งผู้เล่นที่ดีที่สุดลงแข่งขัน เพราะแต่ละอันมีผลที่ต้องการต่างกันออกไป 

 

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมจะเขียน...

 

เอาละครับ นี่คือมุมมองส่วนตัวของผมที่ฉุกคิดขึ้นมาว่าตอนนี้ทีมไทยมีรายการต้องแข่งเยอะ นักกีฬาที่เคยเป็นดาวรุ่งกลายเป็นตัวหลักชุดใหญ่ไปแล้ว ที่เหลือจะมีใครที่จะเข้ามาเล่นในชุด U23 ได้บ้าง และ จะมองเห็นอะไรจากสถานการณ์ตอนนี้ 

 

อย่างแรกเลย ตอนนี้ทีมไทยมีนักกีฬาเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องนำนักกีฬาจากชุดใหญ่ลงไปเล่นในทีมรุ่น U23 แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะมีพื้นที่ให้นักกีฬาคนอื่นได้รับโอกาสเข้ามาพิสูจน์ความสามารถ

 

ช่วงที่วอลเลย์บอลU23เกิดขึ้นแรกๆนั้น ผมมองว่ามันเป็นเรื่องดีที่จะทำให้นักกีฬาระดับอายุ 18-22 มีเวทีนานาชาติได้เล่นบ้าง เพราะที่ผ่านมาระดับอายุการแข่งขันวอลเลย์บอลจะมี 3 ขั้น คือ ยุวชน17-18ปี , เยาวชน 19-20 ปี , ประชาชนทั่วไป 

 

เราจะเห็นว่าจากอายุ 20ไปแล้วจะไม่มีสนามให้นักกีฬาได้ต่อยอด ถ้าคุณดีก็ไปชุดใหญ่ทีมชาติ แต่ก็ต้องลุ้นด้วยว่าตำแหน่งที่เล่นนั้นไปซ้อนกับรุ่นพี่ที่เก่งแค่ไหน ส่วนใครที่ไม่ได้ไปต่อก็ต้องใช้ลีกเป็นสนามโชว์ความสามารถให้เป็นที่เตะตา 

 

แต่พอมีรายการ U23 ขึ้นมาแล้วมันทำให้รอยต่อของวัยที่จะก้าวไปสู่ชุดใหญ่ยังมีรายการให้พวกเขาได้เล่นกับคนวัยเดียวกันบ้าง ได้เป็นสถานที่เพิ่มความมั่นใจ ส่วนตัวมองชอบที่มีรายการนี้ขึ้นมามากๆ และ คิดว่าเป็นผลดีต่อทีมไทยเหลือเกิน 

 

คราวนี้ไปกันต่อว่าสถานการณ์ของไทยกับทีมเป็นอย่างไรบ้าง และ ทัวร์นาเม้นU23ที่สหพันธ์วอลเลย์บอลจัดขึ้นมามันเป็นยังไง

ปีนี้ผู้เล่นที่เคยเป็นตัวหลักของU23อย่าง อัจฉราพร คงยศ,ชัชชุอร โมกศรี,พิมพิชยา ก๊กรัมย์ จะไม่สามารถมาเล่นกับทีมได้แล้ว ดังนั้นผู้เล่นชุดที่จะเล่นต่อจากนี้ก็จะเป็นกลุ่มนักกีฬาที่เคยผ่านเข้ามาในรั้วทีมชาติระดับยุวชนเยาวชนรวมถึงเคยมาลงเล่นในU23มาแล้ว

 

ดังนั้นนี่เป็นโอกาสดีที่เราจะเห็นความสามารถของนักกีฬาดาวรุ่งแบบบุคคลชัดๆ ว่าที่ผ่านมาเขามีพัฒนาการดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน จริงๆอยากลงรายละเอียดชื่อผู้เล่นมากๆ แต่คิดอีกมุมมันจะเป็นการกดดันพวกเขา แต่ผมคิดว่าคนที่ติดตามวอลเลย์บอลมาตลอดน่าจะมองออกว่ากลุ่มดาวรุ่งยุคนี้มีใครบ้างที่น่าจับตามอง 

 

ต่อมา..คือเรื่องของเป้าหมาย หรือ ผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นกับทีมU23 

ในรายการ“วีทีวี บินห์ ดิง 2019” ทีมจากไทยมีโอกาสได้เจอทีมจากอเมริกา,สโมสรจากจีน และ ทีมของเวียดนาม 

ส่วนตัวมองว่ารายการนี้น่าจะเป็นสนามที่ได้วอร์มความสามารถกันของน้องๆ 

 

แต่รายการU23ชิงแชมป์เอเชียนี่ละ ที่ทุกคนจะได้เจอกับการแข่งขันจริง แต่ถึงตอนนั้นค่อยมาว่ากันอีกทีว่าสภาพทีมก่อนเดินทาง หรือ ฟอร์มที่เกิดขึ้นใน วีทีวี บินห์ดิง จะเป็นอย่างไร

 

รวมๆแล้วรู้สึกดีที่ทีมไม่มีนักกีฬาที่เป็น”เดอะแบก” เพื่อจะทำให้ทุกคนมีค่าเฉลี่ยเท่าๆกัน 

จากนั้นสิ่งที่อยากได้จากกลุ่มนี้คือ “ภาพชัด” ในความสามารถของผู้เล่น ว่าพวกเขาพัฒนาตัวเองกับโอกาสที่ได้รับมากน้อยแค่ไหน

เพราะนั้นมันจะส่งผลให้เราเห็น”ภาพอนาคต”ของเขาว่าจะถูกนำไปต่อยอด หรือ สานต่อยังไง

เอาละ...สำหรับผมแล้วU23ถือว่าเป็นรายการที่สร้าง และ เปิดโอกาสให้นักกีฬาได้มีสนามเล่นในนามทีมชาติ 

อย่างที่บอกมันเป็นผลดีต่อทีมไทยมากๆ ที่จะใช้พื้นที่ตรงนี้ให้เกิดประโยชน์

แต่น่าเสียดายที่รายการนี้อาจจะต้องถูกปรับเปลี่ยนไปหรือหยุดจัดในอนาคตอันใกล้นี้

เพราะมันไม่เป็นไปตามเป้าหมายต่อวงการวอลเลย์บอลทั่วโลก ตามที่สหพันธ์ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก

เอก ประวิตร