สำหรับใครที่ดูวอลเลย์บอลระดับสโมสรมานานแล้วก็อาจจะไม่ต้องอธิบายอะไรให้เข้าใจยาก แต่ถ้าใครเพิ่งหันมาดูหรือเพิ่งติดตามก็อาจจะงงๆว่าทำไมการแข่งขันมันดูซ้อนกัน แล้วแต่ละอันมันต่างกันอย่างไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า รายการแข่งขันในประเทศไทยระดับสโมสรจะมีอยู่ 3-4 รายการ แต่ที่จัดแข่งขันแบบจริงจังที่มีการว่าจ้างผู้เล่นระดับทีมชาติ ต่างประเทศ และ มีการเซ็นสัญญาเข้าสังกัด ก็จะมีอยู่สองรายการคือ “ซีพี ไทยแลนด์ลีก” กับ “ไทย-เดนมาร์ค ซูเปอร์ลีก”

 

รายการแรก “ซีพี ไทยแลนด์ลีก” เป็นการแข่งขันแบบลีก ที่แต่ละสโมสรจะต้องเจอกันครบทั้งหมด ก่อนหน้านั้นจัดแข่งมาแล้วหลายปี แต่ปีนี้เพิ่งเปลี่ยนรูปแบบแข่งใหม่คือ ทุกทีมเจอกันหมด แล้วเอาทีมอันดับ 1-4 เข้าไปเล่นต่อในรอบชิงชนะเลิศ โดยจะเอาทีมอันดับ1 เจอกับอันดับ 4 และ ทีมที่ได้อันดับ 2 ไปดวลกับทีมอันดับ 3 ผู้ชนะของแต่ละคู่ก็จะได้เข้าไปเล่นรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาอันดับ 1 ของรายการ

 

ประเภทชายลีกไทยกำลังมาแรง

 

รายการที่ 2 คือ “ไทยเดนมาร์ค ซูเปอร์ลีก” รายการนี้จัดมาแล้วทั้งหมด 6 ครั้ง รูปแบบรายการก็จะเอาทีมที่ได้อันดับ 1-6 ในไทยแลนด์ลีกเข้ามาเล่น โดยจะแบ่งเป็นสองกลุ่ม สายละ 3 ทีม แล้วแข่งแบบพบกันหมด ก่อนที่จะเอาอันดับ 1-2 ของกลุ่มมาไขว้เจอกัน แล้วก็เอาผู้ชนะไปเล่นในรอบชิง

 

ส่วนที่ต่างกันของสองรายการนี้ ถ้าตัดเอาเฉพาะส่วนหลักๆมาให้ดูก็จะมีดังต่อไปนี้

 

ระยะเวลาการแข่งขัน เพราะวอลเลย์บอลไทยแลนด์ลีกจะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ส่วนซูเปอร์ลีกจะใช้เวลาเพียง 5 วัน 

 

โควต้าทีมชาติ ไทยแลนด์ลีก 3 ลงได้ 3 ต่างชาติ 2 ลงได้ 2 ส่วนของซูเปอร์ลีก ทีมชาติส่งชื่อได้3 ลงได้ทั้ง3 ส่วนต่างชาติส่งได้ 3 ลงได้ 3 เช่นกัน โดยทีมที่ได้เล่นรายการซูเปอร์ลีกนั้นจะต้องส่งผู้เล่นตามรายชื่อเลกที่2ของไทยแลนด์ลีกเข้าแข่งขัน และ จะมีโควต้าให้เปลี่ยนนักกีฬาได้ 2 คน จะเปลี่ยนไทยหรือเทศได้หมด 

 

สนามที่ใช้แข่งขัน ไทยแลนด์ลีกจะใช้สนามเวียนไปเรื่อยๆ โคราช,ขอนแก่น,ชลบุรี,กรุงเทพ สำหรับซูเปอร์ลีกในช่วงนี้จะจัดที่สนามเดอะมอลล์บางกะปิเป็นหลัก แต่ปีต่อๆไปอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ( ถ้ามีจังหวัดขอเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ) 

นี่น่าจะเป็นสามส่วนหลักๆที่ต่างกันระหว่าง ลีก กับ ซูเปอร์ลีก

ชัชชุอร โมกศรี เคยลงสนามในนามทีมอยุธยามากก่อน

แต่ถ้าถามว่ามันดีตรงไหน สำหรับผมมองว่า มันส่งผลต่อกันและกัน อย่างแต่ก่อนอันดับ 5-8 ของไทยแลนด์ลีก แข่งแบบไม่มีเป้าหมาย เต็มที่ก็หนีตกชั้น แต่พอมีซูเปอร์ลีกเข้ามา ก็ทำให้พื้นที่ด้านล่างสู้กันสนุกขึ้น เพราะทีมที่เข้ามาติดอันดับ 1 ใน 6 ทีมของลีกจะได้มาแข่งต่อในซูเปอร์ลีก ทั้งไม่ตกชั้น และ ยังได้เข้าร่วมแข่งขันต่ออีกรายการ ซึ่งก็จะทำให้มีรายได้เข้าสโมสรเพิ่มมากขึ้น

บีจีกับแชมป์ซูเปอร์ลีก

อีกมุมที่ชอบคือ “ความสนุกของการแข่งขัน” เพราะซูเปอร์ลีกเป็นรายการที่พลาดไม่ได้ เพราะถ้าแพ้เมื่อไรคือมีโอกาสจบทันที ดังนั้นทุกทีมมีเท่าไรก็จะใส่ให้หมดหน้าตักกันตลอด อีกอย่างเราได้เห็นสีสันการเสริมทัพของแต่ละสโมสรในช่วงส่งรายชื่อก่อนแข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละทีมมักจะซ่อนเอาไว้ไม่ยอมบอก 

สุพรีมกับการป้องกันแชมป์

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือ “อารมณ์ร่วมที่ต่อเนื่อง” เวลาได้ไปอยู่ในสนามติดต่อกันหลายๆวัน แล้วได้ดูเกมแข่งตลอด มันได้ฟิลลิ่งดีๆ ได้เจอนักกีฬาในลีกแบบครบถ้วน ได้เจอสเก๊าท์จากต่างประเทศที่มาดูนักกีฬาไทย ได้เห็นกลุ่มพี่ๆแฟนคลับ ที่สำคัญคือได้มีเวลามากพอที่จะนั่งคุยกับทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน 

 

ผมชอบเวลาได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับโค้ช หรือ นักกีฬา แล้วก็นั่งฟังความเห็นของแฟนวอลเลย์บอลที่มีต่อลีก และ ทีมชาติ คือไปแล้วได้ครบจริงๆ 

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมาผมไม่ได้มาแยกว่าอันไหนดีกว่หรือแย่กว่า ผมแค่อยากให้พี่น้องอีกหลายคนที่เพิ่งมาติดตามได้เข้าใจถึงการแข่งขันสองรายการนี้ ซึ่งส่วนตัวก็ยังคิดว่าการมีสองรายการนี้ต่อกันมันก็ยังเป็นเรื่องดีของวงการมากๆ 

 

ถ้ามีแต่ลีกมันก็จะจืดๆ ถ้ามีแต่ซูเปอร์ลีกก็ได้อารมณ์มันส์แค่พัดผ่าน

 

แต่เมื่อสองอันนี้มารวมกัน จัดต่อกันแบบนี้ รับรองความสนุกของการดูวอลเลย์บอลจะต่อเนื่อง และ ได้อรรถรสมากๆ เพราะบางทีมที่ใส่กันในลีกแล้วคาใจ ก็มาอาศัยใช้ซูเปอร์ลีกมาล้างตากันนี่ละ 

 

ยังไงขอฝากไว้นะครับ 19-23 มีนาคมนี้ ไทย-เดนมาร์คซูเปอร์ลีก ครั้งที่ 7 จะแข่งขันกันที่เดอะมอลล์บางกะปิ เปิดเข้าชมฟรีไม่เสียตังค์ ใครไปไม่ได้ก็ติดตามทาง SMMTV ได้เลยครับ

เอก ประวิตร