ฟุตบอล ไทยลีก 2019 เปิดฉากขึ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยในสัปดาห์แรกมีการใช้เทคโนโลยีวีดีโอช่วยตัดสิน "VAR" หรือว่า Video Assistant Referee บ้างแล้ว ซึ่งแค่นัดแรกก็มีประเด็นให้วิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร

เป็นที่รู้กันดีว่าปีนี้ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยจะนำระบบ VAR มาช่วยผู้ตัดสินทุกคู่ทุกสนามในศึกไทยลีก 1 2019 ส่วนรูปแบบการใช้ในช่วงต้นฤดูกาลแฟนบอลอาจจะได้เห็นกันไปบ้างแล้วในนัดเปิดสนามของทุกคู่และอาจจะเกิดอาการมึนงงกันไม่มากก็น้อย

การใช้ VAR ในช่วงต้นฤดูกาลปีนี้ทาง สมาคมฯ และ บริษัท ไทยลีก ได้นำระบบ VAR รูปแบบเดียวกับ ฟุตบอลโลก 2018 มาใช้ โดยมีศูนย์กลางระบบอยู่ที่ทำการ บริษัท ไทยลีก จำกัด ในกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่ดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามทุกคู่พร้อมกัน ผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ และติดต่อสื่อสารกับผู้ตัดสินที่อยู่ในสนามด้วยเสียง ผ่านระบบสายเคเบิลใยแก้ว และส่งภาพกลับไปยังหน้าจอข้างสนาม

ซึ่งมีความแตกต่างจากฤดูกาลที่แล้วที่นำระบบปฏิบัติการไปติดตั้งใช้ในสนาม แล้วให้ผู้ตัดสินในสนามเดินมาดูภาพในจังหวะที่มีปัญหา แต่ปีนี้ไม่มีการเดินไปดูเหตุการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แค่ยืนอยู่เฉยๆ ใช้หูฟังพูดคุยติดต่อสื่อสารกับผู้ตัดสินที่เฝ้าหน้าจอมอนิเตอร์เท่านั้น โดยที่ผู้ชมอย่างเราๆ ไม่มีใครรู้เลยว่าสรุปแล้วใครเป็นคนตัดสินใจแบบเด็ดขาดในจังหวะปัญหานี้

ผมขอยกตัวอย่างแมตช์ที่เกิดประเด็นปัญหาในการใช้ VAR รูปแบบนี้ในเกมเปิดหัวซึ่งมีการถกเถียงกันพอสมควร เช่นในนัดที่ สมุทรปราการ ซิตี้ เฉือนชนะ เชียงใหม่ เอฟซี ไปแบบสนุก 3-2 ในนาทีที่ 47 นนท์ ม่วงงาม นายทวารเชียงใหม่ ไปทำฟาวล์นักเตะสมุทรปราการในเขตโทษ แต่บอลไหลมาเข้าทาง คาเลา ยิงเข้าประตูไปในจังหวะต่อเนื่อง แต่ผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากห้องควบคุม VAR และเป่าไม่ให้ประตูกับ สมุทรปราการ แต่ให้เป็นลูกจุดโทษกับทีมเจ้าบ้านแทน ทำให้ทีม สมุทรปราการ ไม่พอใจ เพราะมองว่าน่าจะเป็นจังหวะได้เปรียบและควรได้ประตูมากกว่า ซึ่งการยิงลูกจุดโทษ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี ก็ดันยิงไปติดเซฟของ นนท์ ม่วงงาม อีก

หรือจะเป็นในคู่ของ สิงห์ เชียงราย เปิดบ้านเจ๊า การท่าเรือ 0-0 ซึ่งในเกมมีจังหวะคาใจที่ทั้งสองทีมต่างโวยผู้ตัดสินในสนาม "อธิวัฒน์ ลีลาโล้" โดยเฉพาะเจ้าถิ่นที่มองว่า ทีมตนเองควรจะได้จุดโทษอย่างน้อย 1 ครั้งทั้งจังหวะที่ บิลล์ โรซิมาร์ โดนเกี่ยวล้มในช่วงท้ายครึ่งแรก และท้ายครึ่งหลังที่ สุริยา สิงห์มุ้ย โดนตัดเกม แต่ผู้ตัดสินมองคนละแบบ

รวมถึงเกมที่ สุโขทัย เอฟซี เปิดบ้านเสมอ แบงค็อก ยูไนเต็ด 1-1 ที่ทางเจ้าถิ่นมองว่าพวกเขาควรจะได้จุดโทษถึง 2 ครั้ง โดยเฉพาะจังหวะที่ "จอห์น บาจโจ้" กัปตันทีมโดนทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษล้มลง แต่กลับไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียวนั้น

ซึ่งทั้ง 3 เกมที่ว่ามา ทีมที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยากให้มีการนำ VAR มาให้ผู้ตัดสินเดินมาดูจอข้างสนามมากกว่า เพราะมีภาพให้ดู ทุกคนจะรู้ว่าผู้ตัดสินมาดู VAR แต่ตอนนี้กระบวนการขั้นตอนมันเปลี่ยนไป ต้องฟังอย่างเดียว ฟังจากส่วนกลาง อาจกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ตัดสินเอง เลยไม่รู้ว่าเป็นยังไง ต้องฟังอย่างเดียว ทางโน้นเห็นภาพ การตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ผู้ตัดสินแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะคอนโทรลกันยังไง

ถ้าสมมุติว่าต้องยึดรูปแบบ VAR ที่ใช้ตอนนี้ ผมว่ามันจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ ให้ผู้ตัดสินไปดูภาพแล้วตัดสินใจไปเลยดีกว่าว่าจะยังไง แบบนี้คือต้องมาฟังสรุป คือตัวผู้ตัดสินในสนามไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง โอเคว่าในห้องควบคุมจะเห็นชัดกว่า แต่ถ้ามองกันตามหลักความเป็นจริง ในช่วงเวลานั้น คนที่อยู่ในสนามก็ควรต้องตัดสินใจเองน่าจะดีกว่า

ทั้งนี้ทั้งนั้นในตอนนี้การใช้ VAR ทุกคู่ทุกสนามพร้อมกันยังอยู่ในช่วงทดสอบระบบอยู่ โดยทุกๆ แมตช์ในช่วงแรกของไทยลีกซีซั่นนี้จะต้องมีการส่งรายงาน ความเสถียร รูปแบบการทำงานของผู้ตัดสินให้ ฟีฟ่า และ IFAB (คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลระหว่างประเทศ) ตรวจสอบในทุกๆ แมตช์ เพื่อให้ ฟีฟ่า อนุมัติให้ใช้ระบบอย่างเป็นทางการได้อีกที

สุดท้ายนี้เราก็ต้องมารอดูกันว่าเมื่อระบบ VAR ไทยลีกได้รับการรับรองจาก ฟีฟ่า แล้ว ทางสมาคมฯ และ บริษัท ไทยลีก จะใช้ขั้นตอนการเรียกดูเหตุการณ์ปัญหาแบบไหน และควรให้ทุกฝ่ายทุกสโมสรทำความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ไม่งั้นมันก็จะมีการโต้เถียงกันทุกสัปดาห์แบบนี้ไปอย่างไม่จบสิ้น....

ขอบคุณภาพ : Sukhothai FC