วันก่อนผมเขียนกว้างๆถึงการไปเล่นลีกต่างประเทศของนักกีฬาวอลเลย์บอลไทย ว่าที่ผ่านมาไปอย่างไร และ ยุคนี้ไปกันยังไงแต่อย่างที่บอกผมเขียนเอาไว้หลวมๆจึงทำให้ข้อมูลไม่ได้ลงรายละเอียดลึก ซึ่งมีหลายท่านแนะนำให้เสริมข้อมูลเข้าไปอีก เเพื่อที่จะได้ครบรสชาติ

เรื่องการติดต่อประสานงานเพื่อหานักกีฬาวอลเลย์บอลจากไทยไปเล่นลีกต่างประเทศในยุคก่อนนั้น จะมีอยู่ไม่กี่ขั้นตอน

 

ช่วงแรก สต๊าฟฟ์โค้ชทีมชาติและสมาคมฯจะเป็นตัวกลางในการติดต่อเพื่อส่งนักกีฬาไปเล่น โดยเป้าหมายตอนนั้นคือต้องการให้ผู้เล่นไปเก็บประสบการณ์ ได้พัฒนาฝีมือของตนเอง เพิ่มความสามารถเรื่องภาษา  และ อยากให้มีรายได้มาดูแลตัวเอง-ครอบครัว

 

เรื่องการไปอยู่อาศัยนั้น จะเป็นทางสโมสรต้นสังกัดดูแลที่พักให้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการที่นักกีฬาต่างชาติเดินทางไปร่วมทีม ส่วนเรื่องรายได้นั้น ต้องยอมรับตรงๆว่าไม่ทราบเป็นตัวเลขชัดเจน เท่าที่รู้มาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับที่ได้รับกันในช่วงที่ฟอร์มพีค (หลายคนไปถึงเลข 7 หลัก ) 

 

ตอนนั้นแต่ละคนมีอายุ 20 ต้นๆกัน ซึ่งปัญหาที่ทุกคนเจอก็คือการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ ภาษา และ ที่สำคัญคือความเหงาที่ทำให้คิดถึงบ้าน เพราะไปอยู่ต่างถิ่นแดนไกล ไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่สะดวกต่อการติดต่อกลับมา 

ปลื้มจิตร์ กับ วิลาวัณย์ ช่วงที่เดินทางออกไปเล่นลีกจีนกับสโมสรฟูเจี้ยน

 

ปลื้มจิตร์ ถินขาว เคยเล่าให้ฟังว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เลิกกระโดดเสิร์ฟก็เพราะว่าอากาศมันหนาวจัด ทำให้ร่างกายมันตึงไปหมด และ ส่งผลให้ระบบการเคลื่อนออกมาลำบาก จนในที่สุดก็เสิร์ฟบอลออกมาไม่ดี จนโค้ชต้องสั่งให้หยุดกระโดดเสิร์ฟ ( ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นเล่นที่ไหน เดี๋ยวจะมาเติมให้นะครับ )

 

นอกจากเรื่องการปรับตัวกับสภาพอากาศแล้ว ก็ยังมีนักกีฬาบางคนที่ทนความคิดถึงบ้านไม่ไหว มีช่วงหนึ่งที่ นุศรา ต้อมคำ ได้พา ปิยะนุช แป้นน้อย ไปเล่นทีมอาเซอร์เรล ลีกที่อาเซอร์ไบจาน แต่เล่นได้แค่ 7 วัน ปิยะนุช ก็ร้องจะกลับบ้าน

นุศรา ต้อมคำ ช่วยพูดเตือนใจให้กับ ปิยะนุช แป้นน้อย ทำให้เล่นลีกที่อาเซอร์ฯต่อ

กลุ่มแฟนวอลเลย์บอลไทยเดินทางไปให้กำลังใจที่อาเซอร์ไบจาน

แต่คำพูดของนุศราที่บอกเอาไว้ว่า "ถ้าไม่เล่นจะกลับไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายที่บ้านเหรอ อยู่นี่ได้เล่น และ ได้ตังค์นะ“ จนสุดท้าย ปิยะนุช ก็อยู่เล่นจนจบ พร้อมกับได้ความมั่นใจในการเล่นกลับมาด้วย

 

นี่คือช่วงแรกที่นักกีฬาไทยได้เดินทางออกไปเล่นลีกต่างๆทั่วโลกจากการผลักดันของผู้ใหญ่ในสมาคมฯ และ สต๊าฟฟ์โค้ชทีมชาติ ที่มีคอนเนคชั่นกับโค้ชทีมอื่นๆ

 

ซึ่งผลที่ได้รับกลับมานั้นถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าต่อทุกฝ่าย นักกีฬามีความสามารถมากขึ้น ทัศนคติต่อการเล่นดีขึ้น และ สำคัญคือนักกีฬามีรายได้ที่ดูแลตัวเองได้

 

พอผ่านมาถึงช่วงที่ทุกคนไม่สะทกสะท้านต่อความเหงา และ เริ่มมีผลงานบุคคลดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่สมาคมฯต้องเป็นตัวกลางติดต่อเพื่อหาทีมเล่นให้ คราวนี้ก็เริ่มมีเอเย่นต์และสโมสรต่างๆติดต่อมาโดยตรงกับตัวนักกีฬา ที่ดีกว่านั้นคือ นักกีฬาที่เคยเล่นด้วยกันมาก่อนก็ช่วยเป็นตัวกลางหาทีมให้ หรือ ชวนมาเล่นด้วยกันอีกด้วย

 

จากข้อมูลข้างต้นเรานั้น เราจะเห็นว่าช่วงวัย 20 กลางๆของนักกีฬาตัวหลักทีมชาติไทยยุคนั้น ออกไปเล่นต่างแดนกันแทบทั้งหมด จะกลับมาให้ได้เห็นฟอร์มกันก็เป็นช่วงที่มีการแข่งขันไทยเดนมาร์คซูเปอร์ลีกที่ทำให้นักกีฬาทีมชาติได้สวมใส่เสื้อทีมสโมสรในไทยเท่านั้น

นุศรา ต้อมคำ มาร่วมทีมไอเดียขอนแก่น และ พาทีมคว้าแชมป์ไทยเดนมาร์คซูเปอร์ลีกปี 2013

ด้วยวันเวลาที่เดินไปข้างหน้า จนมาถึงตอนนี้ นักกีฬาที่เคยออกไปเล่นลีกต่างประเทศ ก็เริ่มทยอยกลับมาเล่นในลีกไทย บางคนยังมีทีมที่ติดต่อให้ไปเล่นระดับยุโรปอยู่ และ บางคนก็ได้รับการทาบทามให้ไปเล่นในลีกเอเชีย แต่ที่ตัดสินใจอยู่ในไทยนั้นไม่ใช่เพราะว่าวัยเยอะขึ้น เพียงแต่พวกเขาอยากจะพักร่างกาย อยากอยู่กับครอบครัว เพราะที่ผ่านมานั้นเดินทางมาทั้งชีวิตแล้ว

 

ขณะเดียวกัน ช่วง 3-4 ปีหลัง มีคำถามจากแฟนวอลเลย์บอลว่าทำไมไม่มีนักกีฬาไทยคนใหม่ๆ เดินทางไปเล่นลีกต่างประเทศบ้างเลย นั้นเพราะฝีมือไม่ถึง หรือ ว่าไม่มีใครสนใจ

 

ถ้าเอาข้อมูลเชิงลึกมาเล่า ก็ต้องบอกไปตามตรงว่ามีทีมจากลีกโซนยุโรป และ เอเชีย ได้ติดต่อนักกีฬาของไทยเข้ามาเหมือนกัน เพียงแต่ความพร้อมยังไม่อยู่ในช่วงที่เหมาะสม 

ชัชชุอร โมกศรี กับสีเสื้อพีเอฟยู

ยกตัวอย่าง “น้องบิ๋มบุ๋ม”ชัชชุอร โมกศรี เมื่อช่วง 2ปีที่แล้วมีทีมติดต่อให้ไปเล่นที่ต่างประเทศ แต่ด้วยวัยยังเด็กเกินที่จะไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ก็ทำให้ต้องปฎิเสธข้อเสนอจากลีกนอกไปก่อน จนตอนนี้น้องพร้อมที่จะออกไปเผชิญกับโลกที่กว้างขึ้นด้วยตัวเองแล้ว ซึ่งปัจจุบันน้องบิ๋มก็ไปได้ดีกับการเล่นให้กับทีมพีเอฟยูบูลแคทในลีกประเทศญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าผลงานของสโมสรจะไม่โอเค แต่การไปอยู่คนเดียวแล้วไม่งอแงขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ( เอ๊ะ หรืองอแงอ ไปดูหน้าเฟสบุคแปบบบ ) 

 

ส่วนคนอื่นๆ ก็ได้รับการทาบทามเช่นกัน อย่าง “เพียว” อัจฉราพร คงยศ ก็มีลีกเอเชียยื่นข้อเสนอให้ และ มียุโรปทาบทามอยู่ตลอด แต่จนแล้วจนรอดน้องก็เลือกที่จะเล่นในลีกอินโดนีเซีย ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ซึ่งก็ไม่น่าห่วงอะไรมาก เพราะที่นั้นก็มี พรพรรณ เกิดปราชญ์ , พิมพิชยา ก๊กรัมย์ เล่นอยู่ในลีกเดียวกันด้วย 

 

สำหรับผมแล้วคาดว่าหลังปี 2020 เด็กกลุ่มข้างต้นที่พูดถึงจะทะยานออกไปที่ๆไกลกว่าเดิม และ มีรายได้ที่เยอะกว่าเดิมด้วย

 

ส่วน2บอลสั้นไทยอย่าง ทัดดาว นึกแจ้ง กับ หัตถยา บำรุงสุข กรณีนี้ขออนุญาตขยายความเพิ่มให้ 

ทัดดาว นึกแจ้ง ยังคงอยู่กับขอนแก่นต่อไป ภาพจากเฟสบุคทัดดาว

ทัดดาว ได้รับการติดต่อจากลีกญี่ปุ่นอยู่เรื่อยๆ แต่น้องยังไม่เดินทางไปเล่น เพราะต้องการที่จะตอบแทนต้นสังกัดอย่าง ขอนแก่น สตาร์ ที่ดูแลค่าใช้จ่ายตลอดสัญญาที่มีให้ในช่วงเวลาที่น้องรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บ จนกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง 

 

หัตถยา ได้รับสัญญาจากลีกญี่ปุ่น แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจึงทำให้ไม่สามารถเดินทางไปเล่นได้ แต่เท่าที่ทราบข้อมูล หากน้องกลับมาลงสนามได้เมื่อไร ก็ยังมีทีมที่ได้ทาบทามเอาไว้แล้วพร้อมที่จะเสนอสัญญา ซึ่งตรงนี้คงต้องมาคุยกันอีกครั้งหลังปี 2020 ว่าจะได้ไปอยู่ทีมไหน

 

สาเหตุที่ผมต้องบอกว่าทำไม 2 นักกีฬาอย่าง ทัดดาว และ หัตถยา ต้องไปเล่นต่างประเทศในปี 2020 นั้นก็เพราะว่าผมดูโปรแกรมที่ทีมชาติไทยจะต้องลงสนามในช่วงนี้แล้ว เป็นเรื่องยากที่หลายคนจะได้ออกไปเล่นต่างประเทศ เพราะเดือนมกราคม 2020 จะต้องลงแข่งขันโอลิมปิกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งถ้าหากไทยต้องเน้นรายการนี้ ก็ต้องเริ่มเก็บตัวล่วงหน้าอย่างน้อย 3เดือน ถ้าไปเล่นลีกต่างประเทศคงจะไม่สะดวกต่อการซ้อมกับทีมอย่างแน่นอน นั้นแปลว่าฤดูกาลถัดไป โอกาสที่นักกีฬาจะประจำการที่ไทยกันพร้อมหน้าก็มีค่อนข้างสูงไม่น้อย

 

คราวนี้วนกลับมาเรื่องการติดต่อทาบทามตัวนักกีฬา ต้องบอกว่าในยุค 3-4 ปีหลังที่ผ่านมานั้น นอกจากจะมีสมาคมฯเป็นตัวกลาง มีสโมสรติดต่อมาเอง มีเพื่อนนักกีฬาชวนไปเล่นแล้ว ก็ยังมีที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ “เอเย่นต์คนไทย” ที่เป็นคนติดต่อสโมสรต่างประเทศให้นักกีฬาทีมชาติไทย

 

แต่คนกลุ่มนี้เขามาทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างไร รอบหน้าจะมาเล่าให้ฟังครับ

 

เอก ประวิตร

ขอบคุณภาพประกอบจาก Thanadit Prasopnetr