แกรี่ เนวิลล์ บอกว่า "แมนฯยูฯวันนี้เล่นเหมือนเมื่อ 5 -10 ปีก่อน" หลังจากทีมเก่าของเขาบุกไปชนะสเปอร์สถึงถิ่น เวมบลีย์ 1-0

และนั่นถือเป็นการชนะทีมใหญ่เป็นเกมแรกของโซลชา นับตั้งแต่มาคุมแมนฯยูฯแผนของ โซลชา ที่ชอบใช้บ่อยๆ คือให้กองกลางยืนเป็นแบบ "ไดมอนด์" ส่วน อ็องโตนี่มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่มีความเร็วสูงยืนระหว่างเซ็นเตอร์แบ็คกับฟูลแบ็คของฝั่งคู่แข่ง เนวิลล์ ยังบอกต่อว่า "เกมโต้กลับเร็วของแมนฯยูฯกลับมาแล้ว" สถิติจาก

"ออพต้า" เว็บไซต์รวบรวมสถิติในวงการฟุตบอลเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกหลังจากแย่งบอลกลับมาได้ในแดนตัวเอง นับเฉพาะเกมที่ แมนฯยูฯ เล่นกับ สเปอร์ส ในครึ่งแรกแค่ครึ่งเดียวเทียบเท่ากับเกมโต้กลับในยุค มูรินโญ่ ทั้งซีซั่นก่อนโดนไล่ออก (17เกมในซีซั่นนี้)

อันที่จริงไม่มีทีมไหนในพรีเมียร์ลีกโต้กลับเร็วได้น้อยกว่า มูรินโญ่ เลยสักทีมเดียว แมนฯยูไนเต็ด ในตอนนั้นมีเกม "เคาน์เตอร์แอทแท็ค" ห่วยแตกที่สุดในลีกจำนวน 3 ครั้งเทียบเท่ากับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ และ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ แต่ โซลชา ใช้เวลาแค่ 2 เกม (โต้กลับ 7 ครั้ง)นับตั้งแต่ โซลชา เข้ามาคุมทีม ไม่มีทีมไหนเล่นเกมเคาน์เตอร์แอทแทคได้มากเท่าแมนฯยูฯ อีกเลย โอเล่ เปลี่ยน แมนฯยูฯ จากทีมที่โต้กลับแย่ที่สุดกลายเป็นทีมที่โต้กลับเร็วได้เยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีก  

มาร์คัส แรชฟอร์ด นักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา คือนักเตะคนสำคัญในการโจมตีด้วยรูปแบบการเข้าทำแบบลอบฆ่า ด้วยความเร็วที่หาตัวไล่ทันยากประกอบกับการยิงประตูที่เฉียบขาดและเยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ ปอล ป๊อกบา ยังออกมาบอกว่านั่นคือสิ่งที่เราได้ซ้อมกันมาตลอด แต่รูปแบบการซ้อมก็จะเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับคู่แข่งในแต่ละสัปดาห์ด้วย

นอกจากนี้ โซลชา มักจะใช้ แรชฟอร์ด กับ มาร์กซิยาล ลงเล่นเป็นตัวจริงตลอด ถ้าไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย แตกต่างจาก มูรินโญ่ ที่ใช้สองคนนี้พร้อมกันเพียง 15 จาก 93 เกมในลีกผลลัพธ์ที่ตามมาก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงตรงนี้ แมนฯยูฯ ยังแพ้ไม่เป็น และชนะ 9จาก 10 เกมในยุค โซลชา แต่ที่เห็นชัดๆ ก็คือกลยุทธ์เกม โต้กลับเร็ว นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะเลยทีเดียว

บู๊วัวแดง