ปกติแล้วช่วงเดือนมกราคมของทุกปีจะเป็นเวลาเริ่มต้นเข้ามาเก็บตัวของทัพวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เพื่อเตรียมพร้อมลงทำการแข่งขันในรายการต่างๆของปี แต่ปีนี้แตกต่างออกไปจากเดิม คือไม่มีการเรียกเก็บตัว จึงทำให้ช่วงนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวของทีมชาติ

ก่อนที่ตัวหนังสือจะดำเนินต่อไป ผมขออนุญาตอธิบายให้เข้าใจไปในทางเดียวก่อนว่า การแข่งขันวอลเลย์บอลทั้งโลกจะมีกฎใหญ่ 1 ข้อที่สหพันธ์ฯได้กำหนดไว้คือ ทัวร์นาเม้นของทีมชาติจะมีระยะแข่ง 6 เดือน ตั้งแต่ 15  พฤษภาคม ถึง 15 ตุลาคม และ หลังจากนั้นจะเป็นการแข่งขันระดับอาชีพ นั้นก็คือง 16 ตุลาคม ถึง 14 พฤษภาคม ( ช่วงเวลาอาจะลดหย่อนได้ตามความเหมาะสม แต่จะไม่มากกว่า 1 เดือนแน่นอน หรือหากมีเหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลต่อทั่วโลกก็จะมีข้อยกเว้น **** เดี๋ยวมาขยายข้อนี้ในบทต่อไป ) 

 

เอาละเมื่อเราเข้าใจระบบการแข่งขันแล้วก็จะเห็นว่าที่ผ่านมานั้น ทีมชาติไทยเข้ามาเก็บตัวทีมชาติในช่วงที่ลีกอาชีพกำลังดำเนินการแข่งขันอยู่ 

 

เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ผิด ไม่มีอะไรที่ถูก แต่มันคือการขอความร่วมมือซึ่งกันและกัน 

 

ดังนั้นเรามาดูสาเหตุว่าทำไมทีมไทยต้องเรียกนักกีฬาเข้ามาซ้อมระดับทีมชาติในช่วงที่ลีกมีแข่ง ( มกราคม-เมษายน ) 

การซ้อมปกติที่มีในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน

 

 

เหตุผลแรกนั้นก็คือการรักษาสภาพร่างกายนักกีฬาให้คงอยู่ เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ปัญหาใหญ่ที่พบมากที่สุดคือนักกีฬาที่กลับไปเล่นระดับสโมสรจะมีสภาพร่างกายที่ลดลง เพราะบางทีมไม่มีโปรแกรมซ้อมที่ดี บางทีมซ้อมแค่เย็น บางทีมไม่มีวิทยาศาสตร์การกีฬา-กายภาพอยู่ภายในทีม หรือ บางสโมสรก็เจอปัญหาไม่มีสนามซ้อม

 

จากปัญหาด้านบนมันส่งผลกระทบอย่างหนัก เพราะข้อมูลที่ได้รับในการเข้าไปตรวจสภาพร่างกายก่อนเก็บตัวทีมชาติ ค่าพลังต่างๆของนักกีฬาหัวทิ่มต่ำลง การแก้ปัญหาจึงต้องนำนักกีฬาเข้ามาอยู่ในแคมป์เพื่อรักษาสภาพให้เหมาะแก่การซ้อมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

 

แต่...ช่วงที่ผ่านมาใน 2-3 ขวบปีหลัง หลายสโมสรเริ่มมีการพัฒาการฝึกซ้อมที่ดีขึ้น มีทีมงานกายภาพเข้ามาร่วมทีม ทำให้สภาพนักกีฬาเริ่มดีขึ้นตามลำดับ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอชื่นชมในน้ำใจที่ใหญ่ยิ่งของสโมสรต่างๆที่ส่งนักกีฬาเข้ามาร่วมซ้อมทีมชาติทุกวันจันทร์ถึงพฤหัสบดีในขณะที่ลีกก็ยังดำเนินอยู่

 

บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะมีคำถามว่าการซ้อมมันหนักขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงต้องรีบเรียกตัวมา ?

 

เราต้องเข้าใจก่อนว่าสภาพร่างกายของนักกีฬาไทยเป็นรองทุกชาติที่จะต้องเจอในระดับโลก ถ้าร่างกายไม่พร้อมจริงๆก็ยิ่งจะทำให้เป็นรองไปเยอะกว่าเดิม

 

โดยปกติแล้ว ตามข้อมูลของทีมไทยจะมีช่วงฟื้นฟูร่างกายประมาณ 2-3 เดือน ก่อนที่จะเข้าสู่รูปแบบซ้อมเรื่องระบบการเล่นที่หนักขึ้น นี่ยังไม่รวมนักกีฬาที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บที่ต้องใข้เวลาเพิ่มไปอีกเท่าตัว

 

ทำไมชาติอื่นสามารถเข้าสู่การซ้อมระบบได้เลย?

นั้นเป็นเพราะว่าเขามีสภาพร่างกายที่พร้อม ไม่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูแบบทีมไทย และ มีทรัพยากรให้เลือกได้เยอะ

 

นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทีมชาติไทยต้องเรียกนักกีฬาเข้ามาเก็บตัวตั้งแต่ต้นปี

 

เอาละ...คราวนี้ผมขออนุญาตย้อนกลับไปที่หัวเรื่องที่เริ่มไว้ นั้นคือช่วงเวลาที่เปลี่ยนไปของทีมชาติไทย ที่ปีนี้ไม่มีการเรียกตัวมาซ้อม จะมีก็แค่เรียกเข้ามารายงานตัวเพื่อแจ้งแผนงาน นโยบาย และ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ที่สำคัญเก็บค่าเลือดมาดูว่ามีพัฒนาการเป็นอย่างไร เท่าเดิมหรือลดลง

 

เมื่อไม่มีการเรียกตัวมาซ้อมแล้วจะทำอย่างไร ?

อย่างแรกที่เข้าใจได้ไม่ยากเลย ทีมชาติได้ส่งทีมกายภาพไปประกบนักกีฬาตัวหลักๆเอาไว้ จากนั้นก็ดูฟอร์มการเล่นของบุคคลว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะเห็นว่าการเรียกตัวเข้ามารายงานเมื่อเดือนที่แล้วของทีมชาติก็เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร เพราะมีอดีตนักกีฬาทีมชาติอย่าง อำพร หญ้าผา ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมในลีก และ นักกีฬาที่จะได้เข้ามาพิสูจน์ความสามารถอีกครั้ง แต่ทั้งนี้มันก็ยังไม่ใช่การยืนยันได้ว่าที่เรียกมานั้นจะติดทั้งหมด  ( ข่าวการรายงานตัวทีมชาติ ) 

กัตติกา แก้วพิน ผู้เล่นที่เคยขึ้นสู่ทีมชาติชุดใหญ่ในปี 2014 ปีนี้กลับมามีชื่ออีกครั้ง

ปลื้มจิตร์ ถินขาว กัปตันทีมวอลเลย์บอลสาวไทย

ส่วนการเตรียมทีมนั้น ถ้าประเมินจากที่เกิดขึ้นในลีก สต๊าฟฟ์ทีมชาติน่าจะพอใจกับพัฒนาการที่เกิดขึ้นของลีกไทยในปีนี้ เพราะอย่างที่บอกหลายทีมมีความพร้อมที่รอบด้านมากขึ้นสำหรับการซ้อม การดูแลนักกีฬา

 

วนมาที่มุมมองส่วนตัวแล้ว...รู้สึกว่า 

1.เหงา ไม่ได้มีโปรแกรมซ้อมของทีมชาติให้ได้ไปติดตามเหมือนก่อน

2.รู้สึกลุ้นว่าเมื่อถึงเวลากลับมาแล้ว การเตรียมทีมที่เปลี่ยนไป ผลของมันจะเป็นอย่างไรบ้าง

3.สโมสรไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องดีในระยะยาว

 

นี่คือเรื่องราวที่อยากบอก ส่วนเรื่องต่อไปเดี๋ยวจะมาดูว่าความเข้มข้นของการแข่งขันในปีนี้ ทิศทางหรือแผนที่สมาคมฯวางไว้จะเป็นอย่างไรบ้าง

 

---------------------------------------------------------

ขออนุญาตกลับมาสู่งานเขียนอีกครั้งครับ....คิดถึงเด้อ

เอก ประวิตร