จบลงไปแล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลรายการพิเศษ "เจลีก เอเชีย ชาลเลนจ์ 2019" เกมที่ คอนโซโดเล ซัปโปโล ทีมดังจากศึกเจลีก บุกมาถล่ม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ถึงประเทศไทย 5-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม ที่ผ่านมา

ถึงเเม้ทัพ "แข้งเทพ" จะพ่ายแพ้ย่อยยับขนาดนี้ เเต่ มาโน่ โพลกิ้ง เฮดโค้ช ทรู แบงค็อก ก็ยังมองโลกในแง่ดี และชี้ว่าทีมยังมีเวลาปรับอีกเยอะก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้น แฟนๆ ของทีมรองแชมป์ไทยลีกฤดูกาลที่แล้ว คงต้องตามดูผลงานในช่วงเปิดฤดูกาลต่อไป เพราะสโลแกนปีนี้ของทีมคือ "The Time is Now เรามาแน่"!!!! ที่บ่งบอกว่าซีซั่น 2019 ถึงเวลาคว้าแชมป์ แต่หลังจากจบเกมนี้ดูแล้วไม่น่ามาเท่าไร...

ซึ่งความสำคัญของเกมนี้มันก็เหมือนเป็นการลองทีมก่อนเปิดซีซั่นของทั้ง 2 สโมสร เรื่องรูปเกมหรือผลการแข่งขันที่ออกมาขาดลอยขนาดนี้ ผมคงไม่ได้ไปเจาะลึกอะไรมากมาย เพราะอย่างที่บอกไปนี้คือเกมอุ่นเครื่องของทั้ง 2 ทีม 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในเกมนี้ ก็คือมีสถิติใหม่ 1 อย่างเกิดขึ้น นั้นคือการได้กลับมาลงสนามในถิ่นเก่าเอสซีจี สเตเดี้ยม อีกครั้งของ "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ โดยเป็นการกลับมาในฐานะ กัปตันทีม!!! มันดูยิ่งใหญ่สมราคาดาวเตะเบอร์ 1 ของทีมชาติไทยนะครับ
หลังจากที่ย้ายออกจาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ไปร่วมทีม คอนโซโดเล ซัปโปโล เป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ตอนนี้ ชนาธิป กลับมาเยือนถิ่นเก่าด้วยสถานะ "กัปตัน" โดยเขาถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติสวมปลอกแขนกัปตัน ให้แก่ทีมในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นเลยนะครับ แถมยังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมยิงได้ 1 ลูกอีกด้วย

ทั้งนี้เจ้าของกัปตันทีมเบอร์ 1 ของ ซัปโปโล คือ ฮิโรกิ มิยาซาวะ ก็ลงสนามในเกมนี้ด้วย เเต่ทาง มิไฮโล เปโตรวิช ผู้เป็นกุนซือ อยากให้ ชนาธิป ลงทำหน้าที่เป็นผู้นำในเกมนี้ อาจจะเป็นเพราะว่ากลับมาเล่นในบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่ง "เมสซี่เจ" ให้สัมภาษณ์หลังเกมถึงเรื่องนี้ด้วยว่า "เพิ่งมารู้ในห้องแต่งตัวว่า มิช่า ให้ผมเป็นกัปตันทีม แต่ใจจริงผมไม่รับตำแหน่งนี้ เพราะ ฮิโรกิ มิยาซาวะ เขาเป็นกัปตันทีมเบอร์ 1 ผมภูมิใจมากที่เขาให้เกียรติประเทศของเรา"

ตามความคิดผม มิช่า คงไม่ได้มองเรื่องการให้เกียรติเพียงอย่างเดียว เเต่เขาอาจเห็นถึงความเป็นผู้นำในตัว เจ อยู่บ้างถึงให้เป็นกัปตันทีมได้ รวมถึงอาจมองที่ผลงานของดาวเตะรายนี้เมื่อปีที่แล้วที่เป็น 1 ในตัวหลักสำคัญพาทีมทำผลงานได้ดี และเพื่อนร่วมทีมให้การยอมรับ เรียกได้ว่าซื้อใจนักเตะทุกคนในทีมได้เรียบร้อยแล้วหลังย้ายมาเล่นไม่กี่ปี

โดยผลงานของ ชนาธิป มีเยอะแยะมากมายในปีที่ผ่านมานะครับทั้งในและนอกสนาม เริ่มกันที่รางวัลส่วนตัวนอกสนามที่คว้ามาได้ทั้งรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า ประจำฤดูกาล 2018 ของสโมสร จากการโหวตของเพื่อนร่วมทีม และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ประจำปี 2018 จากการโหวตของแฟนบอลทั้งหมด ที่โหวตผ่านทางเว็บไซต์สโมสร นับเป็นผู้เล่นต่างชาติคนที่ 5 เท่านั้นที่ได้รับรางวัลนี้ ที่ถูกจัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2004

ส่วนผลงานในสนามของ ชนาธิป ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยในฤดูกาลที่ผ่านมานั้น ลงสนามทุกรายการไปทั้งสิ้น 31 นัด ยิง 9 ประตู 3 แอสซิสต์ ทำประตูได้มากสุดเป็นอันดับ 3 ของทีมรองจาก เคน โทคุระ 14 ประตู และ เจย์ โบธรอยด์ 11 ประตู พาทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร บนเวทีเจลีก หลังจากก่อนหน้านี้ทำได้ดีที่สุดในอันดับ 11 เมื่อปี 2001 กับ 2017 พร้อมทั้งตกชั้น-เลื่อนชั้นอยู่เป็นประจำ
เเน่นอนว่าการเล่นฟุตบอลของ ชนาธิป ถ้าดูจากรางวัลต่างๆ และผลงานที่ทำได้ในปีที่แล้ว เขามีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดอย่างมากจากปีแรกที่ย้ายมาร่วมทีม ซึ่งเจ้าตัวก็หมายมั่นปั้นมือถึงการลงเล่นให้ ซัปโปโล ในซีซั่นใหม่เอาไว้ว่าอยากพาทีมทำอันดับไปเล่นในศึก เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้ รวมถึงความแชมป์ให้ได้สักรายการหนึ่งกับสโมสร

ซึ่งถ้าทุกอย่างที่เขาตั้งเป้าเอาไว้เกิดขึ้นจริง ผมเชื่อแน่นอนว่าในอนาคต ชนาธิป จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็น "กัปตันทีมเบอร์ 1" ของ คอนโซโดเล ซัปโปโล ตลอดไปได้ (ถ้าไม่ย้ายทีมสักก่อน) เพราะผลงานและความสำเร็จต่างๆ ที่เขาทำให้กับทีมดังแห่งเกาะเหนือสุดของ ญี่ปุ่น จะการันตีได้เป็นอย่างดีว่าตอนนี้ "เจ้าเจ" เหมาะสมแล้วที่จะเป็นผู้นำทีม....