มีการทดสอบใช้แบบจริงจังไปแล้วนะครับสำหรับระบบ VAR หรือ Video Assistant Referee เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีท่านนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ไปร่วมทดสอบระบบด้วยตัวเองเลย

สำหรับระบบ VAR ที่ท่านนายกไปทดสอบนี้ จะนำมาช่วยผู้ตัดสินให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นยามลงสนามเป่านกหวีดชี้ขาดเกมฟุตบอลในศึกไทยลีก 1 ฤดูกาล 2019 ทุกคู่ทุกสนาม ที่กำลังจะเริ่มเปิดฉากขึ้นในวันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งถือเป็นชาติแรกในภูมิภาคอาเซียน ขนาดในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีกที่มีคนติดตามดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลมากที่สุดในโลก ยังไม่มีเลยนะครับ
ซึ่งจะว่าไปการใช้ระบบ VAR อาจจะถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเเข่งขันฟุตบอลในไทย เพราะว่าก่อนหน้านี้ในฤดูกาล 2018 ทางสมาคมฯและไทยลีกได้นำระบบนี้มาใช้บ้างแล้ว เเต่ไม่ได้ใช้ทุกคู่ทุกสนามเหมือนในฤดูกาลนี้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างเยอะ โดยต้องใช้เงินประมาณ 3-4 หมื่นบาทต่อเกม เลยทีเดียว

ไหนจะเรื่องทรัพยากรที่ยังมีจำกัดในฤดูกาลที่แล้ว ที่มีผู้ตัดสินในประเทศไทยเเค่ 40 คนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบร่างกายและภาคทฤษฎีจนสามารถทำหน้าที่ VAR ได้ และเเมตช์หนึ่งต้องใช้ผู้ตัดสินเพิ่มอีก 2 คน ซึ่งผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ VAR จะเป็นผู้ตัดสินระดับเดียวกับผู้ตัดสินที่ 1 ที่ทำหน้าที่กลางสนาม เนื่องจากต้องให้สัญญานแก่ผู้ตัดสินที่ 1 รับทราบถึงจังหวะปัญหา ทำให้จำนวนผู้ตัดสินยังมีไม่เพียงพอ เเต่ทางสมาคมฟุตบอลเองก็ได้พยายามเร่งดำเนินการแล้วนะครับ ที่จะอบรมผู้ตัดสิน และพยายามผลักดันผู้ตัดสินล่างๆ ขึ้นมาทำหน้าที่ในระดับสูงสุดมากขึ้น เพื่อรองรับการใช้ VAR ในฤดูกาลนี้

จะว่าไปเรื่องนี้ถ้าลองนึกดูดีๆ ถือว่าสำคัญนะครับ แน่นอนว่าเครื่องมือที่ใช้ในระบบ VAR ทางสมาคมได้ทดสอบ ทดลอง มาอย่างดีแล้ว รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ทั้ง ระบบสื่อสาร ระบบส่งสัญญาน รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการดูภาพช้าของผู้ตัดสิน ถือว่าพร้อม แต่ที่ผมยังสงสัยจริงๆ คือความเข้าใจและความคุ้นเคยของผู้ตัดสินที่จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ต่างหาก ว่าพวกเขาพร้อมเหมือนกันรึเปล่า?

ระบบ VAR ไม่ได้ใช้กันได้ง่ายๆ นะครับ ผู้ตัดสินที่ใช้, ผู้กำกับเส้น หรือผู้ตัดสินที่อยู่ในห้องควบคุม ต้องทำงานรวมกันอย่างมีประสิทธิภาพถึงจะทำให้ระบบนี้ไม่มีข้อผิดพลาด คือไม่ใช่เเค่จะเป่านกหวีดหยุดเกม เดินมาดูภาพช้า แล้วตัดสินใหม่ได้เลย ต้องมีความพร้อม ความเข้าใจ และความคุ้นเคยในการใช้ด้วย ไม่งั้นหลังจบเกมคู่ที่มีการใช้ VAR แล้วยังดูไม่ค่อยเคลียร์ แฟนบอลอาจเกิดความไม่พอใจขึ้นเป็นเรื่องราวบานปลายได้
เเต่ถ้าเกิดเครื่องมือพร้อม ผู้ตัดสินพร้อม ระบบ VAR ก็ถือว่ามีส่วนดีคือการช่วยสร้างความชัดเจนในการตัดสิน ทำให้ลดปัญหาได้หลายอย่าง ทั้งการถกเถียง การทะเลาะวิวาทหลังเกมได้ มันอาจจะเสียเวลา เเต่ทำให้เกมฟุตบอลดีขึ้นมีความถูกต้องมากขึ้น ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป มันมีเรื่องของธุรกิจเข้ามา และธุรกิจต่างๆ ก็ต้องการความชัดเจนและถูกต้องซึ่งจะทำให้ทุกฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ที่ชัดเจน

สำหรับเครื่องมือ VAR ที่ทางสมาคมฟุตบอลนำมาใช้ในปีนี้ คือยี่ห้อ EVS ส่วนระบบสื่อสารผู้ตัดสิน ใช้ยี่ห้อ VOKKERO ซึ่งระบบการทำงานจะส่งสัญญาณผ่านระบบ Network โดยภาพและเสียงจะถูกถ่ายจากกล้องภายในสนามไปยังห้องควบคุมส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้ผู้ตัดสินในสนามไม่ถูกเจ้าหน้าที่ทีม หรือ นักเตะ เข้ามากดดัน ขณะดู VAR โดยระบบที่บอกมาทั้งหมดนี้ไม่ธรรมดานะครับเป็นระบบเดียวกันกับที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย และฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องขอชมจากใจเลยว่าทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ลงทุนกับการพัฒนาฟุตบอลลีกไทยจริงๆ
โดยเทคโนโลยี VAR ที่จะใช้ในฤดูกาล 2019 นี้ จะใช้ตัดสินสถานการณ์จำนวน 4 สถานการณ์ ด้วยกัน ประกอบไปด้วย

1. เป็นประตู/ไม่เป็นประตู (ข้ามเส้นไม่ช้ามเส้น, มีการฟาวล์ก่อน, ล้ำหน้า, ลูกบอลออกสนามก่อนเข้าประตู)

2. จุดโทษ/ไม่จุดโทษ (ตำแหน่งของการฟาวล์, ฝ่ายรุกทำฟาวล์ก่อน, ลูกบอลออกนอกสนามก่อนการฟาวล์, การที่ผู้รักษาประตูหรือผู้ยิงประตู ทำผิดกติกาขณะเตะจุดโทษ)

3. ใบแดงโดยตรง (เจตนาป้องกันประตูผิดกติกาอย่างตั้งใจ, การทำผิดกติกาอย่างร้ายแรง เช่น ถ่มน้ำลาย, ดูหมื่น และ ใช้วาจาไม่สุภาพ)

4. ระบุตัวผู้เล่นผิดพลาด (เมื่อผู้ตัดสินคาดโทษหรือไล่ออกผู้เล่นผิดคน)

สุดท้ายนี้เราคงต้องมาดูการใช้งานระบบ VAR ในช่วงเปิดฤดูกาลว่าพอใช้จริงๆ แล้ว จะมีปัญหามากน้อยขนาดไหน จะช่วยยกระดับการแข่งขันฟุตบอลในประเทศไทยได้ดีเพียงใด เเต่ถ้าในเมื่อสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ยืนยันว่าพอใจกับการทดสอบระบบ และไทยลีก ฤดูกาล 2019 พร้อมที่จะใช้ VAR ทุกคู่ทุกสนามแล้ว พวกเราแฟนบอลก็จะได้ดูฟุตบอลไทยลีก ที่มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม มากขึ้น โดยนอกจากระบบ VAR จะนำมาใช้ในศึกไทยลีก 1 ทุกคู่แล้ว ทางสมาคมยังเผยด้วยว่าอาจต่อยอดเอาไปใช้ในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 2 บางคู่ด้วย ซึ่งในอนาคตเราอาจใช้ระบบนี้ทุกระดับในลีกประเทศไทยเลยก็เป็นได้...