"มังกร" ทีมชาติจีน คือคู่แข่งด่านต่อไปของทัพลูกหนัง "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ก่อนที่จะไปถึงเกมชี้ชะตาว่าทีมใดจะได้ผ่านรอบในช่วงหลังจบเกมวันที่ 20 ม.ค.นี้ ลองไปดูข้อมูลแบบ "ขอดเกล็ดมังกร" พร้อมกับ "ถลกหนังช้าง" กันเสียหน่อยดีกว่า

แข้งจีนเก๋ากว่าช้างศึกอยู่พอสมควร
23 นักเตะจากดินแดนมังกรค้าแข้งอยู่ในบ้านเกิดทั้งหมด แม้จะไม่มีใครได้ไปโชว์ฝีเท้าในต่างแดน แต่ก็ถือว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน เพราะนักเตะในทีมชุดนี้ได้เล่นด้วยกันมาโดยตลอด จึงมีแต่พวกมากประสบการณ์ในทั้งนั้น หากดูจากตัวเลขในเรื่องของอายุอานาม จึงได้ครองตำแหน่งเป็นชาติลูกหนังที่มีนักเตะอายุมากที่สุดในศึกเอเชี่ยน คัพ 2018 ด้วยค่าเฉลี่ย 28.74 ปี ซึ่งเหนือกว่าอันดับ 2 นั้นก็คือ เลบานอน ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 28.43 ปีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดของทีมชาติจีน ได้แก่ เจิ้ง จื้อ กองกลางวัย 38 ปีของ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ รองแชมป์ไชนีส ซูเปอร์ลีก และผ่านการรับใช้บ้านเกิดมากที่สุดในทีมชุดนี้ถึง 106 นัด แถมเมื่อตอนหนุ่มๆ เคยไปวาดลวดลายบนสังเวียนแข้งในทวีปยุโรปกับ ชาร์ลตัน และ กลาสโกว์ เซลติก มาแล้วด้วย 

"ลิปปี้"ผู้วางรากฐานลูกหนังจีนสู่ยุคใหม่
มาร์เชโล่ ลิปปี้ ยอดโค้ชจอมเก๋าระดับโลกชาวอิตาเลียนวัย 70 ปี ได้ย้ายมาใช้ชีวิตบนดินแดนมังกรตั้งแต่ปี 2012 จึงรู้จักวงการลูกหนังจีนเป็นอย่างดี ซึ่งเริ่มจากการงานคุมทีมระดับสโมสรเมื่อ 7 ปีก่อน โดยตอนนั้นสวมบทเป็นกุนซือ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ยักษ์ใหญ่แห่งศึกไชนีส ซูเปอร์ลีก เป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะก้าวเท้าไปคุมบังเหียนทีมชาติในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน และเป็นผู้วางรากฐานลูกหนังจีนสู่ยุคใหม่ เพราะนำรูปแบบการเล่นแบบยุโรปที่เน้นการครองบอลแล้วคุมพื้นที่เร็วตามสไตล์ "เพรซซิ่ง" มาใช้เหมือนอย่างที่เคยนำทัพ "อัซซูรี" อิตาลี คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 มาแล้ว หลังจากที่เคยล้มเหลวกับโค้ชต่างชาติมาแล้วหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โฆเซ่ อันโตนิโอ คามาโช่ อดีตกุนซือทีมชาติสเปน รวมถึง อแล็ง แปร์กแร็ง กุนซือชาวฝรั่งเศส เป็นต้น

จีนตั้งเป้าผ่านไทยเพื่อบรรลุเป้าหมาย
จริงๆ แล้วทัพลูกหนัง "มังกร" วางเป้าหมายในศึกเอเชียน คัพ 2019 เอาไว้ที่รอบรองชนะเลิศ แต่หลังจากที่ ตู้ เจ้าไฉ ก้าวเท้าเข้ามานั่งเก้าอี้รักษาการประธานสหพันธ์ฟุตบอลจีน หรือ ซีเอฟเอ เมื่อปีก่อน จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นรอบ 8 ทีมสุดท้าย เท่ากับว่าต้องเอาชนะ "ช้างศึก" ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย จึงจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ทันที ส่วนผลงานที่ดีที่สุดในเกมระดับทวีปรายการนี้คือ รองแชมป์ เมื่อตอนที่สวมบทเป็นเจ้าภาพในปี 2004 โดยนัดชิงพลาดท่าแพ้ ญี่ปุ่น 1-3 เมื่อ 15 ปีที่แล้ว

เช็กฟิต"อู๋เหล่ย"ดาวยิงตัวความหวังจีน
ทีมชาติจีนยังต้องรอลุ้น อู๋ เหล่ย ดาวยิงตัวความหวังให้เรียกความฟิตกลับมาลงเล่นในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะมีปัญหาบาดเจ็บที่หัวไหล่ แม้ตอนนี้จะสนามฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมได้ตามปกติ แต่ยังต้องเอาน้ำแข็งประคบที่หัวไหล่เอาไว้ จึงยังต้องรอดูกันว่าจะพร้อมลงสนามเป็นตัวจริงในเกมพบกับทีมชาติไทยได้หรือไม่ สำหรับกองหน้าวัย 27 ปีเป็นตัวหลักในแนวรุกของทัพลูกหนัง "มังกร" และยิงประตูในศึกเอเชียน คัพ 2019 ไปแล้ว 2 ลูก แถมยังมีดีกรีเป็นถึงดาวซัลโวสูงสุดของศึกไชนีส ซูเปอร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วจากการยิงได้ทั้งหมด 27 ประตู ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี เข้าป้ายแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้สำเร็จ    

เปิดสถิติมังกรข่มช้างศึกเกือบมิด
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า บันทึกเอาไว้ว่า "ช้างศึก" เคยดวลแข้งกับ "มังกร" ในเกมระดับทีมชาติชุดใหญ่จากทุกรายการมาแล้วทั้งหมด 25 นัด ปรากฎว่า ทีมชาติไทย มีสถิติเป็นรองแบบสุดกู่เลยทีเดียว เพราะเป็นฝ่ายแพ้ไปถึง 17 เกม เสมอ 3 นัด และคว้าชัยได้เพียง 5 เกม โดยเกมล่าสุดที่เจอกันเป็นนัดอุ่นแข้งที่เมืองไทยเมื่อปีที่แล้ว ปรากฎว่า ทีมชาติจีน บุกมาคว้าชัยด้วยสกอร์ 2-0 แต่ทัพลูกหนัง "ช้างศึก" เคยฝากรอยแค้นให้ทีมชาติจีนได้ถึงดินแดนมังกร เพราะเคยบุกไปไล่ถล่มเจ้าถิ่นในเกมอุ่นเครื่องได้ถึง 5-1 ในปี 2013 ซึ่งตอนนั้นอยู่ภายใต้การคุมทัพของกุนซือ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง นั่นเอง 

ทัพไทยไร้แข้งรับใช้ชาติเกินหลักร้อย
ขุนพลแข้ง "ช้างศึก" ทั้ง 23 คนมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 27.22 ปี โดยผู้เล่นที่มีอายุมากที่สุดของทีมชาติไทยคือ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ผู้รักษาประตูวัย 34 ปีของ "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีกนั่นเอง ส่วนนักเตะที่ผ่านการรับใช้บ้านเกิดมากที่สุดในทีมชุดนี้คือ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าวัย 30 ปีที่ไปโชว์ฝีเท้ากับ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า ในญี่ปุ่นเมื่อฤดูกาลที่แล้วด้วยจำนวน 98 เกม และไม่มีใครลงเล่นในนามทีมชาติมากกว่า 100 เกมแม้แต่คนเดียว

นักเตะไทยได้เปรียบเรื่องความสด
ถ้าดูจากเรื่องสภาพร่างกายนักเตะ แน่นอนว่าขุนพลแข้งทีมชาติไทยมีความสมบูรณ์มากกว่า เพราะได้พักมาตั้งแต่หลังจบเกมรอบแรกนัดสุดท้ายที่เสมอ "ยูเออี" สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในเมืองอัล ไอน์ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ทำให้นักเตะแดนมังกรอาจมีปัญหาเรื่องสภาพความฟิตจากการที่ได้พักน้อยกว่า 2 วัน หลังจากที่เพิ่งลงเล่นเกมรอบแรกนัดสุดท้ายที่แพ้ เกาหลีใต้ 0-2 ที่กรุงอาบูดาบี้ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. แถมยังต้องเหนื่อยกับการเดินทางเปลี่ยนเมืองไปเล่นที่ฮาซซ่า บิน ซาเยด สเตเดี้ยม ในเมืองอัล ไอน์ ซึ่งเป็นสังเวียนแข้งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกด้วย จึงเสียเปรียบทีมชาติไทยที่ได้ปักหลักรออยู่ที่เดิมมาแล้วหลายวัน

"AK9"รอย้อนรอยนักฆ่ามังกร
อดิศักดิ์ ไกรษร ได้รับสมญานามว่า "นักฆ่ามังกร" เพราะเคยทำผลงานในเกมที่พบกับทีมลูกหนังจากจีนได้ดีเสมอ และถูกโฉลกกับการยิงประตูใส่คู่แข่งจากดินแดนมังกรอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในระดับทีมชาติ หรือในระดับสโมสร โดยกองหน้าวัย 27 ปีที่มีชื่อเล่นว่า "เจ้ากอล์ฟ" แต่สื่อต่างชาติจะเรียกแบบเท่ห์ๆ ว่า "AK9" ตามตัวอักษรแรกของชื่อ-นามสกุลในภาษาอังกฤษแล้วหมายเลขเสื้อ เคยยิงทีมชาติจีนได้ 2 ประตูในเกมอุ่นแข้งที่บุกไปชนะ 5-1 เมื่อปี 2013 และเคยซัดเบิ้ลใส่ทีมชาติจีนจากเกมที่ชนะ 2-0 ในเอเชียน เกมส์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อปี 2014 เท่านั้นไม่พอยังเคยยิงให้ต้นสังกัดเก่า "ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกไปตีเสมอ ซานตง ลู่เหนิง ถึงดินแดนมังกร 1-1 ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อ 5 ปีก่อน

อดิศรติดโทษส่อถอย"ธนบูรณ์"คุมแนวรับ
"ช้างศึก" เตรียมปรับแนวรับพอสมควร เพราะจะหมดสิทธิ์ใช้งาน อดิศร พรหมรักษ์ กองหลังตัวหลักที่ติดโทษแบนเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายพอดี และอาจจะมีการขยับ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางตัวเก่งให้ถอยลงไปเล่นเป็นปราการหลังแทน เพราะดาวเตะวัย 25 ปีสามารถยืนเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คได้นั่นเอง แต่ทั้งนี้ต้องรอดูการตัดสินใจของ "โค้ชโต่ย" ศิรศักดิ์ ยอดญาติไทย กุนซือขัดตาทัพ "ช้างศึก" ว่าจะให้นักเตะคนใดลงไปช่วยหยุดแนวรุกของทีมชาติจีน

"โค้ชโต่ย"ค่าเหนื่อยคนละชั้นกับลิปปี้
มีการเปิดเผยว่า "โค้ชโต่ย" ศิรศักดิ์ ยอดญาติไทย กุนซือขัดตาทัพ "ช้างศึก" ได้รับค่าเหนื่อยจากสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เดือนละราวๆ 50,000 บาท เท่ากับว่าโค้ชวัย 49 ปีจะกลายเป็นกุนซือที่ได้รับค่าแรงน้อยที่สุดจากทั้งหมด 24 ชาติที่ได้ฟาดแข้งในศึกเอเชียน คัพ 2019 ไปด้วย ซึ่งต่างจาก มาร์เชลโล่ ลิปปี้ กุนซือ "มังกร" ที่ว่ากันว่ายังคงครองตำแหน่งโค้ชที่มีรายได้จากการคุมทีมลูกหนังมากที่สุดในโลก เพราะได้รับค่าเหนื่อยสูงถึงปีละ 18 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 810 ล้านบาท และถ้าคิดเป็นเงินไทยก็จะตกอยู่ที่เดือนละ 70 ล้านบาทเลยทีเดียว แต่สุดท้ายแล้วผลงานในสนามจะเป็นตัวชี้วัดฝีมือของคนที่เป็นกุนซือ หลังจากที่ "โค้ชโต่ย" สามารถนำทีมชาติไทยพลิกกลับมาผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของกำไรแล้วล่ะ