จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ สำหรับเกมนัดสุดท้ายของทีมชาติไทย ในศึก เอเชียนคัพ 2019 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ ซึ่งเกมนี้ ช้างศึก ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวังเช่นเคย เพราะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการต่อสู้กับเจ้าภาพ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้อย่างสนุกสูสีก่อนที่จะเสมอกันไป 1-1

โดย อาลี มับคุต ยิงให้เจ้าภาพนำก่อน 1-0 ก่อนที่ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จะมายิงตีเสมอให้กับทีมไทยในช่วงก่อนหมดครึ่งแรก ทีมชาติไทย สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์เอเชียน คัพ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี

ซึ่งผลอีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน บาห์เรน ชนะ อินเดีย 1-0 ทำให้ ตารางคะแนน ยูเออี เป็นแชมป์กลุ่ม ไทย เป็นรองแชมป์กลุ่ม ส่วนอันดับ 3 เป็น บาห์เรน ส่วน อินเดีย เป็นอันดับสุดท้ายตกรอบไป
โดยทีมชาติไทย จะต้องไปรอเจอกับทีมอันดับ 2 ของกลุ่มซี ระหว่าง จีน หรือ เกาหลีใต้ หลังเตะไป 2 นัด ทั้งสองทีมมี 6 คะแนนเท่ากัน และต้องเจอกันเองในนัดสุดท้ายเพื่อแย่งเป็นแชมป์กลุ่ม

วันนี้ผมจะไปเจาะลึกถึง 5 เหตุผล ที่ทำให้ทีมชาติไทย สามารถยันเสมอกับเจ้าภาพได้ในเกมนี้

1. โดนนำเร็วเเต่ไม่ขวัญเสีย
หลังโดนนำเร็วตั้งเเต่ 7 นาทีแรก ดูเหมือนจะเป็นการออกสตาร์ทเกมที่ไม่ค่อยดีของทีมชาติไทยนัก และในใจของแฟนบอลหลายๆ คน คงคิดว่าเราอาจจะโดนเจ้าภาพยิ่งถล่มในเกมนี้ก็เป็นได้ เนื่องจากเราคงต้องเปิดเกมรุกสู้มากขึ้นและอาจทำให้กองหลังมีพื้นที่ให้ ยูเออี โจมตีมากขึ้น

เเต่ไม่ใช่! เราได้เห็นถึงความใจเย็นของนักเตะไทยทุกคนที่ไม่ลนลานแม้จะเสียประตูเร็วก็ตาม เซตเกมช่วยกันเล่นตามแผนที่ "โค้ชโต่ย" ได้วางเอาไว้ตั้งเเต่ก่อนเริ่มเกมเหมือนเดิม และด้วยการที่ไม่ตื่นตระหนกก็ส่งผลให้เห็นก่อนหมดครึ่งแรก ที่สามารถตีเสมอได้

2. แผน 3-5-2 ยังคงใช้ได้ดี
เกมนี้ "โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ยังคงใช้แผน 3-5-2 เหมือนในเกมที่สองที่ชนะ บาห์เรน มาได้ ที่ต้องบอกว่ามันเวิร์คที่สุดแล้วกับทีมชุดนี้ ทุกคนเข้าใจระบบและช่วยกันเล่นได้อย่างเนียนตานั่งดูเกมผ่านไปเเต่ละนาทีก็ทำให้คิดในใจว่าเราไม่ได้เป็นรอง ยูเออี เลยสักนิด ขนาดกองหลังมีการปรับเปลี่ยนโดยส่ง มิก้า ชูนวลศรี ลงมาแทน พรรษา เหมวิบูลย์ ที่ติดโทษแบน ก็ไม่ใช่ปัญหาทุกคนสามารถลงเล่นเเทนกันได้อย่างดี ส่วนเกมรุกก็ใช้ทีเด็ดจากลูกสวนกลับและจังหวะตัดบอลได้โจมตีเร็วเล่นงานแผงหลังของ ยูเออี ต้องหนักใจตลอดทั้งเกม
3. ต้องการแก้ตัวจากนัดแรก
ถ้าสังเกตดูดีๆ ตั้งเเต่ที่ทีมชาติไทย ปลด มิโลวาน ราเยวัช ออกจากตำแหน่งเฮดโค้ช ทัพช้างศึก เล่นดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวินาทีที่ลงสนาม เกมนี้ก็เช่นกันทุกคนสอดประสานเล่นร่วมกันได้อย่างดีเยี่ยม ทุกคนวิ่งไล่บอลกันสุดใจขาดดิ้น เสียบอลก็รีบไปตามมาเอาคืนไม่ให้ผู้เล่นของเจ้าภาพทำเกมกันได้ง่ายๆ วิ่งไล่เพรสซิ่งตั้งเเต่แดนหน้ายังแดนหลังเสมือนต้องการพิสูจน์ตัวเองให้แฟนบอลได้เห็นว่าในเกมนัดแรกที่แพ้อินเดีย 1-4 ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของพวกเขา
4. ชนาธิป สรงกระสินธ์ ยังคงยอดเยี่ยม
ถือว่ายังคงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในการขึ้นเกมรุกของทีมชาติไทยสำหรับซุปเปอร์สตาร์จาก คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ซึ่งประตูตีเสมอก็มาจากการจ่ายบอลระดับโลกของเขาไปให้กับ ธีรศิลป์ ก่อนบอลมาเข้าทาง ฐิติพันธ์ ได้จบสกอร์ โดยตลอดทั้ง 90 นาทีที่ "เมสซี่เจ" อยู่ในสนามเขาเป็นคนที่ทำให้แนวรับเจ้าบ้านปวดหัวที่สุดแล้ว
5. ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ วิ่งตะลุยไม่มีหมด
มิดฟิลด์ ไดนาโม ผู้นี้มากับลูกตะลุยแหลก วิ่งไล่สู้ฟัดบู๊ดุดันตลอดทั้งเกมจนเป็นฮีโร่ยิงประตูตีเสมอให้กับทีมชาติไทย ซึ่งประตูที่ได้ก็ต้องชมความขยันของเจ้าตัว และตลอดทั้งเกมเขาช่วยทั้งเกมรับ-เกมรุกได้อย่างน่าชื่นชม บางทีก็คิดว่าไปเอาแรงมาจากไหนเยอะแยะถึงวิ่งขึ้นวิ่งลงได้ตลอดทั้งเกมแบบนี้ โดยส่วนตัวผมให้เขาเป็นแมนออฟเดอะแมตช์ในเกมนี้เลย