ชัยชนะสกอร์มุ้งมิ้งของ ลิเวอร์พูล เหนือ ไบรท์ตัน โฮป อัลเบี้ยนส์ อาจเป็นการเก็บ 3 แต้มที่สร้างความหงุดหงิดให้กับผู้คนในหลายๆ แง่

สำหรับแฟนบอล “หงส์แดง” บางคน มันอาจเป็นการคว้าชัยชนะที่ไม่ได้สวยงามสนุกเร้าใจสักเท่าไหร่

สำหรับแฟนๆ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกองแช่งต่างๆ มันดูเป็นสกอร์ที่น่าเจ็บใจ

นับตั้งแต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามากุมบังเหียนทีมดังแห่นถิ่น แอนฟิลด์ เค้าได้สร้างทีมที่ทำให้ทุกคนคาดหวังกับเกมรุกที่สนุกสนานอยู่เสมอ

แต่ก็อย่างที่กุนซือเจ้าของปรัชญา “เกเก้น เพรซซิ่ง ว่าเอาไว้หลังจบเกมนัดล่าสุดนี้…….พวกเราไม่ใช่ทีมเดินสายเตะบอลโชว์ เราไม่จำเป็นต้องเอนเตอร์เทนทุกเกม ฟอร์มนัดล่าสุดคงไม่อาจเทียบได้กับบทเพลงโอเปร่าที่สมบูรณ์สง่างาม แต่มันก็เป็นเพลงที่เพราะใช้ได้เลยทีเดียว

ความเจ้าสำบัดสำนวนของ คล็อปป์ ไม่ได้ทำให้ความหมายที่เข้าจะสื่อเปลี่ยนแปลงไป การเอาชนะคู่แข่งได้ในเกมที่เล่นไม่ดี คือ 1 ในคุณสมบัติของทีมที่จะเป็นแชมป์

หลายๆ คนโบ้ยพาลไปถึงลูกจุดโทษที่ ซาล่าห์ เรียกให้กับทีมได้ บ้างก็หาว่าเป็นการพุ่ง บ้างก็กล่าวว่า เควิน เฟรนด์ เป็นเพื่อนซี้กับ “หงส์แดง” เหมือนกับ ไมเคิ่ล โอลิเวอร์พูล”

ลิเวอร์พูล ได้รางวัลเป็นลูกจุดโทษไปแล้วถึง 4 ครั้ง นับตั้งแต่เข้าสู่ช่วงคริสมาสต์ โดยเป็น โม ซาล่าห์ ที่เรียกให้กับได้ครึ่งหนึ่ง! นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนตั้งคำถามถึงการพุ่งล้ม

พูดกันอย่างเป็นกลาง ซาล่าห์ เคยสำออยล้มง่ายเรียกจุดโทษให้ทีมไปบ้างแล้ว อันนี้ต้องยอมรับ แต่กับเกมล่าสุดนี้ เขาถูกดึงล้มและมันคือจุดโทษอย่างไร้ข้อกังขา ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม

การได้ลูกจุดโทษ ไม่ได้แปลว่าคุณจะโกงเสมอไป! เรื่องแบบนี้ต้องพิจารณาเป็นเคสๆ

เกมการแข่งขันจบลงไปแล้ว ลิเวอร์พูล ทำสำเร็จด้วยการหยุดยั้งความปราชัยไว้เพียงแค่ 2 เกมซ้อน และโยนความกดดันให้ แมนฯ ซิตี้ ไปรับช่วงต่อ

ไมเคิ่ล โอเว่น ตำนานแข้ง “หงส์แดง” ผู้มีดีกรีแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ แมนฯ ยู และทิ้งทวนด้วยการเป็นตำนานให้ สโต๊ค กล่าวว่า ชัยชนะ 1-0 ของ ลิเวอร์พูล เป็นสกอร์ที่สร้างความเจ็บใจให้ “เรือใบ” มากกว่าการไล่ถล่มคู่แข่ง 5-6 เม็ด

ลิเวอร์พูล ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะยิงเฉือนคู่แข่งหวิวๆ แบบนั้น แต่ในทางจิตวิทยา โอเว่น บอกว่ามันจะสร้างความหงุดหงิดให้กับ แมนฯ ซิตี้ อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะหากทำได้แบบนี้อีกบ่อยๆ

ลิเวอร์พูล ไม่ได้ชนะคู่แข่ง 1-0 เป็นครั้งแรกในซีซั่นนี้ แต่ก่อนหน้านี้พวกเขาก็เคยปิดเกมด้วยสกอร์นี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง ซึ่งถ้านับเกมเชือด นาโปลี 1-0 ใน ชปล. ด้วย มันก็จะกลายเป็น 4

นอกจากนั้นแล้ว นี่ยังเป็นการเก็บคลีนชีตครั้งที่ 13 ของ “หงส์แดง” ในเกมลีก เพิ่งโดนเจาะตาข่ายไป 10 ประตู จาก 22 เกม นับได้ว่าเป็นสถิติที่น่าทึ่งมาก

เคยมีคนถามผมว่า การที่ ลิเวอร์พูล เล่นสไตล์ “Ugly football” ในบางนัดบางช่วง นี่จะถือเป็นการขัดต่อปรัชญาจุดยืนของสโมสรหรือไม่ ? และนี่จะถือว่าย้อนแย้งกับสิ่งที่พวกเราหลายๆ คนเคยด่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยุค มูรินโญ่ ด้วยหรือไม่ ?

ผมตอบได้สั้นๆ ง่ายๆ ตรงนี้เลยว่า ไม่!

การจะพิสูจน์ว่าทีมๆ นั้นเป็นทีมขี้อุดหรือทีมบ้าบุก คุณไม่สามารถตัดสินได้จากเกมเพียงแค่ 1 เกม แต่จำเป็นจะต้องดูภาพรวมทั้งหมดประกอบด้วย

เมื่อดูภาพรวมของ ลิเวอร์พูล เราเห็นอะไร ? เราเห็นทีมที่เคี่ยวลากดิน กองหลังเหนียว พร้อมยิงคู่แข่งได้เมื่อต้องการบุก แต่ก็สามารถตั้งรถบัสเหนียวแน่นใช้ได้เช่นกันเมื่อต้องตั้งรับ

ไม่มีใครกังขาในพลังเกมรุกของ ลิเวอร์พูล เราทุกคนต่างก็รู้ว่าพวกเขาเล่นเกมบุกเป็นแน่นอน

เมื่อดูภาพรวมของ แมนฯ ยู ในยุค มูรินโญ่ พวกเขาไม่ใช่แบบนั้น! เพราะเรารู้ว่าถ้าพวกเขาดันขึ้นไปเล่นเกมรุก พวกเขาจะทำมันอย่างไร้ทิศทางสะเปะสะปะ ไม่เหมือนกับที่ โซลชาร์ ทำในตอนนี้

ไม่มีทีมแชมป์หน้าไหนที่บุกยิงคู่แข่งเละได้ทุกเกม แม้กระทั่ง บาร์เซโลน่า ยุคทองของ เป๊ป พวกเขาล้วนมีเกมที่เล่นได้แย่ ล้วนมีแมตช์ที่ต้องการแค่เก็บผลการแข่งขัน

ฉันทร์ใดฉันทร์นั้น ลิเวอร์พูล เองก็เช่นเดียวกัน และอีกไม่นานพวกเราก็คงได้รู้ว่าพวกเขาจะทำได้ดีสักเพียงไหน