แฟนแมนฯยูไนเต็ดมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หลังโอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาทำทีม (ชั่วคราว) เพียงแค่ 5 เกมทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อ ก่อนบททดสอบสำคัญอย่าง สเปอร์ส จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "ผี" ดีจริงหรือไม่ในวันอาทิตย์นี้ วันนี้ผมจะพาไปดู 3 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วตลอด 5 เกมในยุค โซลชา

1.เล่นสนุกขึ้น

Manchester United record biggest win of the season as Paul Pogba

พูดกันว่า "ใครนอนไม่หลับให้เปิดดูแมนฯยูฯ" เพราะได้ผลดีกว่ายานอนหลับแถมไม่มีอาการข้างเคียงอีกด้วย วลีนี้เกิดขึ้นในยุค หลุยส์ ฟาน กัล เป็นต้นมาจวบจนถึงยุคของ โซเซ่ มูรินโญ่ กินเวลานาน 4 ปีเต็มๆ ที่แฟน แมนฯยูฯ ดูทีมตัวเองเล่นอย่างน่าเบื่อ ด้วยปรัชญาและสไตล์ที่กุนซือทั้งสองนำมาติดตั้งให้ทีมเน้นเกมรับเป็นพื้นฐาน ส่งผลให้การเข้ามาของ โซลชา ได้เปลี่ยนแนวทางจากเดิมไปแบบสิ้นเชิง โซลชา ยอมรับว่าได้รับอิทธพลจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เยอะมากไม่ว่าจะเป็นแนวคิดและวิธีปฏิบัติ ส่งผลให้ฟุตบอลในสนามของ แมนฯยูฯ ตลอด 5 เกมที่ผ่านมาเป็นการเน้นบุกใส่คู่แข่งตั้งแต่นาทีแรก หลักฐานคือการยิงไปแล้ว 16 ประตูภายใน 5 เกม เฉลี่ยยิงแมตช์ละเกิน 3 ตุง ส่วนนักเตะหลายๆ คนก็ยอมรับว่าสนุกกับการลงไปเล่นฟุตบอลในสนาม

2. "เพรสซิ่งสูง"

ตั้งแต่ผมดูตามเชียร์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมาขอยืนยันตรงนี้ว่าฟุตบอลของ แมนฯยูฯ ไม่เคยเล่นเกม "เพรสซิ่ง"เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่เคยให้นักเตะเล่นเพรสซิ่ง จะมีบ้างประปรายในช่วงท้ายๆ ก่อนวางมือ เพราะหลักๆ คือ แมนฯ ยูฯ ยุค ป๋า เน้นการโต้กลับเร็ว ถ้าหากบุกก็จะบุกแบบพับสนามเป็นเวลาต่อเนื่องเพราะนักเตะเข้าใจวิธีการเล่นเกมรุกอย่างตกผลึก ส่งผลให้บุกได้ยาวนานแบบไม่เสียบอล แต่ถ้าหากเสียบอลก็จะถอยมาตั้งโซนรับทันทีแล้วรอจังหวะโต้กลับเร็ว แมนฯ ยูฯ ในยุค "ป๋า" เป็นแบบนี้มาหลายสิบปี

กระทั่งเกมเพรสซิ่งเริ่มเป็นที่แพร่หลายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา (ยกตัวอย่างเช่นทีมอย่างวัตฟอร์ด เป็นทีมที่เพรสซิ่งในแดนคู่แข่งแล้วหาจังหวะยิงได้เยอะที่สุดในลีกซีซั่นนี้) เกินกว่า 50% ของทีมในพรีเมียร์ลีกที่เล่นเพรสซิ่งได้หมด เพราะกุนซือหลายๆ คนเป็นกุนซือยุคใหม่ไฟแรงอายุน้อย แต่ แมนฯ ยูฯ ดันไปได้คนโบราณอย่าง หลุยส์ ฟานกัล แม้กระทั่ง มูรินโญ่ ก็ใช้ตำราเล่มเดิม ส่งผลให้ แมนฯ ยูฯ เป็นบอลล้าสมัยตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมากระทั่ง โซลชา เข้ามาเห็นได้ชัดว่าผู้เล่นยืนตำแหน่งสูงขึ้น กล้าวิ่งเข้าไปไล่บี้แย่งบอลในแดนคู่แข่งได้เก่งขึ้นอีกด้วย

3."แรชฟอร์ด + มารก์ซิยาล" ฟื้นคืนชีพ

จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ 2 ปีกผิวเข้มเท่านั้นที่กลับมาเรียกฟอร์มเก่งอีกครั้งเพราะหากนับจริงๆดูเปล่งปลั่งขึ้นแทบทั้งทีม เพียงแต่ว่า แรชฟอร์ด และ มาร์กซิยาล เป็น 2 นักเตะที่เหมือนตายสนิทไปแล้วในยุค มูรินโญ่ จนถึงขั้นที่ว่าผมเองก็อยากให้ย้ายทีมไปเลยเพราะขุนไม่ขึ้นแน่ๆ แล้ว แต่กลายเป็นว่าผมคิดผิด เมื่อ โซลชา เข้ามาวางแท็คติกและแนวทางการเล่นใหม่ จรวดทางเรียบทั้งสองก็ฟื้นคืนชีพพร้อมจะวิ่งเข้าใส่กองหลังทุกคนที่ยืนขวางหน้า และทำได้ดีอย่างผิดหูผิดตาอีกด้วย อย่างในรายของ แรชฟอร์ด ยิง 5 จ่าย 5 จาก 5 เกมหลังสุด     

บู๊วัวแดง