วันพฤหัสบดีนี้ จะมีแมตช์สำคัญของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ รอทุกคนอยู่ ถือเป็นสุดยอดบิ๊กแมตช์ที่คอบอลอังกฤษ พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ไม่ว่าคุณจะเชียร์ทีมไหน แต่เชื่อว่าเกมจะออกมาระดับ 5 ดาวแน่นอน

เพราะมันเป็นการแข่งขันกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะเปิดรังพบกับ ลิเวอร์พูล

สถานการณ์ของทั้ง 2 ทีมแตกต่างออกไปจากทุกครั้ง เพราะปัจจุบัน มันไม่ใช่ ลิเวอร์พูล ที่เป็นฝ่ายไล่ตาม "เรือใบสีฟ้า" อีกต่อไปแล้ว

นอกเสียจากพลพรรค "หงส์แดง" จะขึ้นนำเป็นจ่าฝูงในตอนนี้ พวกเขายังมีแต้มนำหน้าแชมป์เก่าอยู่ถึง 7 คะแนนด้วยกัน

สืบเนื่องมาจากการที่ลูกทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไปเบรกแตกก่อนหน้านี้ ด้วยผลงานแพ้ 3 เกมจาก 4 นัด ก่อนจะมาเก็บชัยได้อีกครั้งในการพบกับ เซาธ์แฮมป์ตัน (3-1)

ขณะที่ ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ติดลมบน ผลงานดีแล้วดีอีก ชนะรัวๆ นับถึงตอนนี้ก็ 9 เกมเข้าไปแล้ว ซึ่งผลงาน 20 นัดของพวกเขาที่เราเห็นกันว่าไร้พ่ายนั้นมันมีอะไรที่มากกว่านั้นอีกด้วยซ้ำ

เพราะการชนะ 17 เสมอ 3 ไอ้ 3 เกมที่เสมอ คือการเสมอ เชลซี, อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้!!

แปลง่ายๆ ว่าที่เหลือตบได้หมด แม้กระทั่งทีมที่ก็มีลุ้นแชมป์ห่างๆ อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

ลิเวอร์พูล ถือว่าครบเครื่องมากนะครับในตอนนี้ พวกเขาร้อนแรงมากในเกมรับ เสียไปเพียง 8 ประตู ซึ่งก็มาจากการเสีย 8 นัด เท่ากับว่าไม่เคยมีเกมไหนเลยที่โดนคู่แข่งยิงมากกว่าเม็ดเดียว

การดวลกันคืนนี้ จะเป็นการตัดสินชะตาแชมป์ของจริง

ในขณะที่เกมรุก ในช่วงแรกๆ อาจจะดูตื้อๆ บุกไม่เร้าใจเหมือนฤดูกาลที่แล้ว จนทำให้แฟนบอลเริ่มวิตกกังวลว่า โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ จะทำได้แบบซีซั่นที่แล้วเพียงแค่ปีเดียวหรือ? จะต้องซื้อนักเตะประเภทเพลย์เมคเกอร์ เหมือนตอนมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ รึเปล่า?

ทำไปทำมาพวกเขาก็ซัดไปได้ถึง 48 ลูก โดยมีเพียง 5 เกมที่ซัดได้แค่เม็ดเดียว และก็มีแค่เกมเดียวเท่านั้นที่ยิงไม่ได้ นั่นก็คือการเสมอกับ แมนฯ ซิตี้ 0-0 เมื่อเดือนตุลาคม

ปัจจุบัน โม ซาล่าห์ ซัดไปแล้ว 13 ลูก เป็นรองดาวซัลโว ตามหลัง แฮร์รี่ เคน และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ลูกเดียวเท่านั้น

ขณะที่เกมล่าสุดไล่ถลุง อาร์เซน่อล ทีมอันดับ 5 ของตารางไป 5 เม็ดเบาๆ

แมตช์ล่าสุดที่ยิงได้เม็ดเดียวต่อนัด คือการเฉือน เอฟเวอร์ตัน ไป 1-0 ลูกที่ จอร์แดน พิคฟอร์ด โกลฝั่งตรงข้าม ไปปัดบอลที่กำลังจะออกของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ นั่นแหละครับ

เท่ากับว่าตอนนี้ ลิเวอร์พูล พร้อมทุกจุด ยากที่ใครจะหยุดได้จริงๆ!!

ในขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ช่วงที่เป๋แพ้ไป 2 เกมติดให้กับ คริสตัล พาเลซ และ เลสเตอร์ ซิตี้ สืบเนื่องมาจากตัวผู้เล่นสำคัญ 2 รายได้รับบาดเจ็บ

นั่นก็คือ แฟร์นันดินโญ่ และ ดาบิด ซิลบา...

นี่แสดงให้เห็นเลยครับ ว่าต่อให้ใช้เงินมากขนาดไหน มันก็ไม่สามารถทำผลงานให้ได้สม่ำเสมอแบบชนะทุกเกมได้หรอก

เดชะบุญที่ในเกมนี้ เป๊ป สามารถใช้กองกลางทั้งคู่ลงสนามได้ เหมือนกับแมตช์ที่เอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่งั้นอาจจะต้องลำบากกันอีกพักใหญ่

การกลับมาลงสนามได้อีกครั้งของ กุน อเกวโร่ น่าจะทำให้ เรือใบ มีลุ้นมากขึ้น

ขณะที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็กลับมาลงสนามและทำผลงานยิงประตูได้แล้ว เท่ากับว่าหลังจากที่เจอเรื่องราวร้ายๆ มาในช่วงเดือนธันวาคม เข้าศักราชใหม่ พวกเขากำลังจะกลับมาไล่ล่าตำแหน่งที่ตัวเองต้องการอีกครั้ง

ถ้ามองในฟอร์มการเล่น ณ ปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล เหนือกว่าเล็กน้อย แม้ว่าจะต้องออกไปเยือน สืบเนื่องมาจากฟอร์มการเล่นนั่นแล

ถ้า ซิตี้ เปิดบ้านเอาชนะได้ พวกเขาจะขยับแต้มตัวเอง มาตามหลัง ลิเวอร์พูล เหลือเพียง 4 คะแนน พร้อมแซง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นรองฝูงอีกครั้ง หลังเพิ่งโดนแซงด้วยเกมที่มากกว่าหนึ่งนัดก่อนเตะ (สเปอร์ส 21, ซิตี้ 20)

แต่ถ้าแพ้ คะแนนจะถูกฉีกออกไปเป็น 10 แต้มเลยทีเดียว ส่วนเสมอก็จะอยู่ที่ 7 แต้มเหมือนเดิม

ดูแล้วถ้าเกิดผลออกมาแบบ 2 อย่างหลัง เชื่อว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คงจะเหนื่อยกับการต้องไล่ล่าทีมที่กำลังฟอร์มแรงอย่าง ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ และอาจจะถอดใจไปดื้อๆ

แต่ถ้าไล่ขึ้นมาให้เหลือ 4 แต้มได้ ก็จะเป็นการกดดันทาง ลิเวอร์พูล อยู่เหมือนกัน

ฉะนั้นแมตช์นี้ทำให้ใครหลายๆ คนมองว่าอาจจะเป็นการตัดสินแชมป์กันเลยทีเดียว

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่สำคัญ แต่ฟุตบอลลีกครับ แมตช์มีการแข่งขันทั้งหมด 38 นัด

เกมนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งในเกมที่สำคัญทีเดียวล่ะครับ แต่มันก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้หรอกนะครับว่าใครจะได้แชมป์ลีกไปครองในบั้นปลาอย ต่อให้เกมนี้จะมีผลแพ้ชนะก็เถอะ

เพราะว่ามันก็ยังเป็นเพียงแค่ 1 ใน 18 นัดที่เหลือต่อจากนี้เท่านั้น

ยักตัวอย่างง่ายๆ แมนฯ ซิตี้ ที่นำมาอยู่ดีๆ อาจจะนำไม่มาก แต่พวกเขาก็ดันพ่ายให้กับ เลสเตอร์ และ พาเลซ โดยที่ไม่เห็นต้องเจอกับ ลิเวอร์พูล เลย

ขณะที่ ลิเวอร์พูล กำลังร้อนแรง ชนะมาอย่างต่อเนื่อง ใครจะรู้ อนาคตในปี 2019 นี้พวกเขาอาจจะมีสะดุดแพ้ 2 เกมติด จนทำให้พวกเขาอาจจะต้องพลาดแชมป์ก็เป็นได้

ฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ ซิตี้ ก็แพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังชนะต่อเนื่อง แล้วไปถึงแชมป์

เกมนี้มันอาจจะไม่ได้เป็นตัวตัดสิน แมนฯ ซิตี้ อาจจะไม่ได้เป็นผู้หยุดความร้อนแรงของ "เร้ด แมชชีน" เอาไว้ได้เมื่อจบ 90 นาทีก็เป็นได้

แม้ว่ามันอาจจะเป็นแมตช์ที่สำคัญสูงสุดของทั้ง 2 ทีมจากการเล่นตลอด 38 นัดของฤดูกาล และอาจจะทำให้ช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้น ขยายออก หรือหุบเข้ามาได้อย่างชัดเจน

แต่มันก็ไม่ได้เป็นแมตช์ตัดสินแชมป์ แต่อย่างใด

ไปป์