หลังจาก ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อำลาตำแหน่งกุนซือทีมชาติไทยไป ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็เปิดโอกาสให้หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่สนใจจะเข้ามาคุมทัพ ช้างศึก เข้ามายื่นโปรไฟล์ เพื่อพัฒนาทีมชาติไทยให้ก้าวไปสู่ระดับเอเชีย

รายชื่อโค้ชทั้งหมดที่ยื่นโปรไฟล์มาให้สมาคมนั้น ที่คุ้นๆหูคือ คาลอส ดุงก้า อดีตกุนซือทีมชาติบราซิล, อเลฮานโดร ซาเบลล่า อดีตกุนซือทีมชาติอาร์เจนติน่า ชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014, ดราแกน ทาลายิช อดีตกุนซือเมืองทอง, วิลฟรีด เชฟเฟอร์ อดีตกุนซือไทยเรเน่ มูเลนสตีน อดีตผู้ช่วยเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันมาร์กอส ปาเกต้า กุนซือชาวบราซิล ที่เคยคุม ซาอุดิอาระเบีย ไปเล่นฟุตบอลโลกปี 2006 และ มิโลวาน ราเยวัช ผู้พา กาน่า เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2010

ตามสเป็คของ "บิ๊กอ๊อด" คือกุนซือใหม่ทีมชาติไทย ต้องเป็นกุนซือต่างชาติเท่านั้น และเคยมีประสบการณ์พาทีมชาติไปบอลโลกมาแล้ว พร้อมกับมีแนวทางการเล่นที่ชัดเจน สามารถยกระดับฟุตบอลไทยได้ ที่สำคัญต้องทำงานภายใต้งบประมาณที่จำกัดและค่าจ้างที่ไม่สูงจนเกินไป

และสุดท้าย ก็เป็น มิโลวาน ราเยวัช ที่ได้เก้าอี้ตัวนี้ไปครอง โดยเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2561 ซึ่ง "โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ฝ่ายพัฒนาเทคนิค ให้เหตุผลที่เลือก ราเยวัช เนื่องจากเป็นโค้ชที่มีวิสัยทัศน์ รู้จุดแข็งจุดอ่อนทีมชาติไทยที่ชอบเล่นเกมรุกแต่ไม่ชอบเล่นเกมรับ และมีความคุ้นเคยกับฟุตบอลเอเชียเป็นอย่างดี แต่ที่โดดเด่นกว่าคนอื่นคือราเยวัช มีสตาฟโค้ชทีมงานที่เหนือกว่าทุกคน

ผลงาน 
คุมทีมไปแล้ว 19 นัด ชนะ 8 นัด แพ้ 5 นัด เสมอ 6 นัด ยิงได้ 30 ประตู เสีย 17 ประตู (นับเฉพาะ 90 นาที)

- 6 มิ.ย. 60  แพ้ อุซเบกิสถาน 2-0 (เยือน), กระชับมิตร
- 13 มิ.ย. 60 เสมอ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1-1 (เหย้า), ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย
- 14 ก.ค. 60 ชนะ เกาหลีเหนือ 3-0 (เหย้า), คิงส์คัพ 2017
- 16 ก.ค. 60 เสมอ เบลารุส 0-0 (เหย้า), คิงส์คัพ 2017 (แชมป์)
- 31 ส.ค. 60 แพ้ อิรัก 1-2 (เหย้า), ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย
- 5 ก.ย. 60  แพ้ ออสเตรเลีย 2-1 (เยือน), ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย
- 5 ต.ค. 60 ชนะ เมียนมา 3-1 (เยือน), กระชับมิตร ฟีฟ่า เดย์
- 8 ต.ค. 60 ชนะ เคนยา 1-0 (เหย้า), กระชับมิตร ฟีฟ่า เดย์
- 22 มี.ค. 61 เสมอ กาบอง 0-0, ก่อนเอาชนะจุดโทษ 4-2 (เหย้า) คิงส์คัพ 2018
- 25 มี.ค. 61 แพ้ สโลวาเกีย 2-3 (เหย้า), คิงส์คัพ 2018 (รองแชมป์)
- 2 มิ.ย. 61 แพ้ จีน 0-2 (เหย้า), กระชับมิตร ฟีฟ่า เดย์
- 11 ต.ค. 61 ชนะ ฮ่องกง 1-0 (เยือน) , กระชับมิตร ฟีฟ่า เดย์
- 14 ต.ค. 61 ชนะ ตรินิแดดและโตเบโก 1-0 (เหย้า), กระชับมิตร ฟีฟ่า เดย์
- 9 พ.ย. 61 ชนะ ติมอร์ เลสเต 7-0 (เหย้า), เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018
- 17 พ.ย. 61 ชนะ อินโดนีเซีย 4-2 (เหย้า), เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018
- 21 พ.ย. 61 เสมอ ฟิลิปปินส์ 0-0 (เยือน), เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018
- 25 พ.ย. 61 ชนะ สิงคโปร์ 3-0 (เหย้า), เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018
- 1 ธ.ค. 61 เสมอ มาเลเซีย 0-0 (เยือน), เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018
- 5 ธ.ค. 61 เสมอ มาเลเซีย 2-2 (เหย้า), เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018

หากจะดูจากผลงานก็ไม่ได้ถึงกับแย่มากนัก เกือบจะชนะ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย แต่มาโดนตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ , ออกไปเยือน ออสเตรเลีย ก็เกือบเก็บแต้มได้ คิงส์คัพรอบชิงก็สู้กับ สโลวาเกีย ได้สนุก จนมาถึงศึกชิงแชมป์อาเซียนนี่แหละที่โดนกระหน่ำเพราะสไตล์เน้นรับจนน่าเบื่อ

โอเคที่ผ่านมาเจอทีมแกร่งๆ เราเน้นรับและก็สู้กับพวกเค้าได้ดี แต่ที่รู้กันดี เจอทีมในอาเซียน มันไม่ต้องเน้นรับแล้ว จะมาบอกว่าซ้อมเกมรับเพื่อเตรียมชิงแชมป์เอเชีย แต่ที่ผ่านมายังซ้อมกันไม่พออีกหรือ ??

โดยเฉพาะเกมบุกเยือน มาเลเซีย ถ้าบุกก่อนยิงให้ขาดแล้วเน้นรับอันนี้รับได้ แต่รับตั้งแต่ต้นเกมสุดท้ายทำได้แค่เสมอ ทั้งๆที่รู้ว่าอเวย์โกลมันสำคัญขนาดไหน 

เป็นที่แน่นอนแล้วนะครับว่า กุนซือชาวเซิร์บรายนี้ ยังคงจะได้คุมทีมลุยศึก  ''เอเชียน คัพ 2019'' เพราะผลงานที่ผ่านมาแม้จะล้มเหลวแต่จะไม่ใช่การชี้วัดอนาคต

การได้ ชนาธิป, กวินทร์, ธีราทร, ธีรศิลป์ กลับมาช่วยทีมที่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ จะทำให้ศักยภาพสูงขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดตัวของกุนซือ ก็จะต้องโชว์ศักยภาพออกมาให้ถึงที่สุด โชว์ให้เห็นว่ามีของดี 

ไหนๆจะซ้อมเกมรับจนพลาดไปแล้ว 1 ถ้วย ก็ขอให้เกมรับมันแน่นจริงๆในศึกใหญ่ต้นปีหน้า แฟนบอลไทยรอเชียร์อยู่ แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็คงถึงเวลาแยกย้าย ตัวใครตัวมัน !!!