ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ เหมือนถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ

  1. ยังพอใจเรื่องการเก็บแต้ม แม้ช่วงหลังเล่นไม่สวย ยิงไม่เยอะ
  2. ไม่ปลื้มกับสไตล์การเล่น มองว่าสุดท้ายจะทำให้ทีมลงเอยด้วยความล้มเหลว
  3. ก็นับว่าเป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้สำหรับทั้ง 2 ฝ่าย อยู่ที่ว่าใครมองในแง่ไหน

    กับเกมล่าสุดที่เปิดบ้านชนะ ฟูแล่ม 2-0 ถึงแม้ว่าจะเป็น 3 แต้ม แต่มันก็มีเสียงติจากแฟนๆ ในเชิงว่า “หงส์แดง” ยังคงเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน อารมณ์ประมาณว่าถ้าเล่นได้แค่นี้ เจอคู่แข่งแกร่งๆ คงตายแน่

    แต่เราคงต้องยอมรับความจริงด้วยว่า ไม่มีทีมไหนในโลกที่จะสามารถเล่นได้ท๊อปฟอร์มสุดๆ ทุกนัดนะครับ ซึ่ง ลิเวอร์พูล ก็อยู่ในสถานะประคองตัวเรื่อยๆ มาได้สักพักหนึ่งแล้ว

    ตอนนี้เราคงพูดได้แค่ว่า ลิเวอร์พูล อยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนา และก็ดูดีขึ้นกว่ามาตรฐานที่ทำไว้เมื่อซีซั่นก่อนแน่ๆ ในแง่ของทรงบอลและการเก็บผลการแข่งขัน

    ถึงจะยังไม่แพ้ใครแต่เมื่อกับว่า แฟนหงส์ ยังรู้สึกยิงไม่ถึงใจ

    เพราะหากเป็นฤดูกาลก่อน บางที ลิเวอร์พูล อาจทำแต้มหล่นเรี่ยราดไปบานตะไทแล้ว

    การข้ามข้ามหลักไมล์ 12 นัดแบบไร้พ่าย แค่นี้ก็เป็นสถิติที่น่าชื่นชมมากๆ แล้ว แต่การเปรียบเทียบกับ แมนฯ ซิตี้ ก็มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอๆ

    แมนฯ ซิตี้ ทำได้ขนาดนี้ ทำไม ลิเวอร์พูล ทำไม่ได้! เค้ายิงได้ขนาดนี้ ทำไม “หงส์ ยิงได้เท่านี้ หรือเค้าตบ อาร์เซน่อล ได้ แล้วทำไม ลิเวอร์พูล ถึงพลาดทำไม่ได้ ?

    อันนี้ต้องไม่ลืมนะครับว่าเงื่อนไของค์ประกอบของ แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล นั้นแตกต่างกันมาก ในเมื่อ “เรือใบสีฟ้า” นั้นมีทุนที่เพียบพร้อม แถมตัวผู้เล่นของพวกเขาก็อยู่ในเกรดที่ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ก่อนที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะเข้ามากุมบังเหียนแล้ว

    พูดง่ายๆ ก็คือ แมนฯ ซิตี้ นั้นก็ค่อนข้างเก่งมากๆ อยู่แล้วตั้งแต่ก่อน เป๊ป มาถึง! ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็มีอาวุธทุกอย่างดั่งที่ใจใฝ่ฝัน

    เมื่อหันมาดู ลิเวอร์พูล เราจะพบว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ คือกุนซือที่ต้องเข้ามากอบกู้ซากที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทิ้งไว้….นักเตะหลายๆ คนอยู่ในเกรดที่ธรรมดามาก ขณะที่อีกหลายๆ คนต้องอาศัยการปลุกปั้นด้วยเวลา อาทิเช่น ลัลลาน่า , ลอฟเรน , มิลเนอร์ , ฟีร์มีโน่ , เทรนด์ อาร์โนลด์ หรือ โรเบิร์ตสัน ที่ไม่ได้มาถึงแล้วเก่งทันที แต่ต้องปรับๆ จูนๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

    ฉะนั้น กับการที่ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล มีแต้มตามหลัง “เรือใบสีฟ้า” อยู่ 2 แต้ม มีลูกได้เสียตามหลัง 13 ลูก มันก็ไม่ควรจะถูกพิจารณาว่าเป็นอะไรที่เลวร้ายขนาดนั้นมั้ย ?

    ดั่งที่ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ บอกครั้งล่าสุดนั่นแหล่ะครับ – แมนฯ ซิตี้ ไม่มีทางที่จะชนะได้ 5-0 หรือ 6-0 ทุกครั้งหรอก และทุกๆ ทีมจะต้องมีสะดุด

    ฟาน ไดค์ เชื่อว่า แมนฯ ซิตี้ต้องสะดุดเมื่อถึงเวลานั้นจะเป็นเวลาของ ลิเวอร์พูล

    คราวนี้ก็ต้องมาวัดกันว่า ใครจะเป็นฝ่ายสะดุดมากกว่ากัน ลิเวอร์พูล จึงควรคิดด้วยพื้นฐานง่ายๆ เรื่องการเก็บแต้มเอาไว้ให้ได้ก่อน เกเก้น เพรซซิ่ง หากถูกตะบี้ตะบันใช้ทุกเกม บางทีมันอาจกลายเป็นภัยก็ได้

    ด้วยเงื่อนไขที่มีอยู่ ลิเวอร์พูล ไม่มีทางที่จะเล่นได้โหดเหมือน แมนฯ ซิตี้ แบบเป๊ะๆ

    แต่ถ้าให้เกาะกลุ่มตามกดดันไปเรื่อยๆ จนสุดทางของฤดูกาล อันนั้นย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน

    เมื่อเวลานั้นมาถึง เราค่อยมาลุ้นกันครับว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป จะทำฟอร์มได้สมบูรณ์แบบ พลาดมากหรือน้อยขนาดไหนครับ

    ยอดฝั๋น