มันเหมือนกับว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ยกระดับ ลิเวอร์พูล มาได้ไกลและรวดเร็วเกินกว่าที่หลายๆ คนคิดไว้ จากตอนที่เข้ามาใหม่ๆ ตอนนั้น ลิเวอร์พูล เป็นเพียงทีมที่แค่คว้าท๊อปโฟร์ได้ก็บุญโขแล้ว แถมยังขยันสร้างความตลกโปกฮาด้วยการแพ้ทีมปลาซิวปลาสร้อยกันอย่างสนุกสนาน

มาถึงนี้ คล็อปป์ พา “หงส์แดง” มายืนอยู่ในจุดที่การบุกชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ 1-0 กลายเป็นอะไรที่ไม่ดีพอ เนื่องจากทีมยังเล่นได้ไม่สะเด่าสะใจวัยโจ๋

แฟนบอลหลายๆ คนมองว่า มาตรฐานของ “เร้ด แมชชีน” เหมือนยิ่งเล่นยิ่งตกลงไป แต่เรากลับไม่คำนึงตัวแปรที่เกิดขึ้นกับทีมในช่วงนี้

  • เราไม่คำนึงว่าเกมเยือน ฮัดเดอร์สฟิลด์ เกิดขึ้นหลังเพิ่งผ่านโปรแกรมทีมชาติ
  • เราไม่คำนึงว่า ลิเวอร์พูล ส่งนักเตะสำรองลงไปเล่นเกือบครึ่งทีม
  • เราไม่คำนึงว่านักเตะหลายๆ คนมีสภาพกรอบ และเจ็บมาจากทีมชาติหลายคน
  • เราไม่คำนึงว่ากลางสัปดาห์ ลิเวอร์พูล ยังมีเกมต้องเจอ ซเวซด้า ใน แชมเปี้ยนส์ลีก
  • เราไม่คำนึงว่า ฮัดเดอร์สฟิลด์ ก็พยายามแก้ลำมา เพราะพวกเขาก็แพ้ ลิเวอร์พูล มาเละบ่อยจนเกินไปแล้ว

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ บางทีเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” ควรจะต้องพอใจกันได้ที่ทีมสามารถเก็บ 3 แต้มมาครอบครองในเกมที่ตัวเองเล่นไม่ค่อยดี

เพราะถ้าเป็นเมื่อซีซั่นก่อน บางที ลิเวอร์พูล อาจโดนตีเสมอหรือแพ้ไปแล้ว

สิ่งที่ คล็อปป์ เข้ามาเปลี่ยนแปลง “หงส์” ให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือ ทักษะในการเก็บผลการแข่งขันในวันนี้เกมการเล่นไม่เป็นใจ! ลิเวอร์พูล เรียนรู้ที่จะเล่นแบบปิดเกมได้ พวกเขาสามารถรักษาสกอร์ได้

หากดื้อดึงวิ่งเป็นหมาบ้าทุกนัด, เอา เกเก้น เพรซซิ่ง มาใช้ทุกครั้ง, ยึดอยู่กับการใช้นักเตะหน้าเดิมๆ อยู่ทุกนัด และตั้งหน้าตั้งตาจะบุกแหลกอยู่ทุกนัด – ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ลิเวอร์พูล จะเครื่องพังแน่ๆ ในอีกไม่ช้า

คล็อปป์ รู้ดีว่าแท็คติกของเขาใช่เล่นทุกนัดไม่ได้ จึงต้องมีบางนัดที่ไว้ผ่อนคลาย

คล็อปป์ เองก็ทราบถึงเรื่องนี้ดี เขาจึงพยายามปรับเปลี่ยนให้ทีมเล่นในรูปแบบที่หลากหลาย และการทดลองสิ่งต่างๆ ในเกมที่เจอกับทีมอย่าง ฮัดเดอร์สฟิลด์ มันก็ควรเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

ในวันที่เกมรุกยังไม่ทำงาน ลิเวอร์พูล ก็ยังมีเกมรับที่หวังพึ่งได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่ยุคที่ทีมมี ฮูเปีย, อองโช และ คาราเกอร์

ป่วยการที่จะเทียบตัวเองกับทีมอย่าง แมนฯ ซิตี้ ที่มีระดับการใช้เงินที่แตกต่างกันมาก แถมนักเตะหลายๆ คนของ “เรือใบ” ก็ถูกยอดคนอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ปลูกฝังแนวทางการเล่นมาด้วยระยะเวลาที่นานกว่า

ลิเวอร์พูล ต้องยอมรับว่าขุมกำลังแนวลึกของทีมนั้นยังสู้ แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ทั้งในแง่คุณภาพนักเตะและความเข้าใจเรื่องทีมเวิร์ค พวกเขาไม่สามารถส่งแข้งสำรองลงไปถล่มคู่แข่ง 5-0 ชิลๆ เหมือนกับที่ “เดอะ ซิตี้เซน” ทำได้!

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ลิเวอร์พูล จะทำได้แค่นี้ไปตลอดทั้งฤดูกาลสักหน่อย

ในวันที่ทุกคนรู้และระวัง ซาล่าห์ มากขึ้น คล็อปป์ จึงต้องปรับแท็คติกบ้างในบางครั้ง

นับเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของทีมชั้นยอดทุกๆ ทีมว่า ในวันที่อะไรบางอย่างไม่เป็นใจ ในวันที่หลายๆ อย่างไม่ลื่นไหลเหมือนที่เคยเป็น พวกเขาจะจัดการแก้ไขมันได้ยังไง

หาก ซาล่าห์ ถูกคุมตัวแจ , หากทุกคนรู้พิษสงการเชื่อมเกมของ ฟีร์มีโน่ และหากทุกคนระแวดระวังความแข็งแกร่งของ มาเน่ ?

มันก็คือวันที่ ลิเวอร์พูล และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องแก้ไข ว่าพวกเขาจะมองหาออฟชั่นอื่นๆ มาเป็นทางออกให้แนวรุกของทีมกลับมายิงกระฉูดอีกครั้งได้อย่างไร

ยอดฝั๋น