ผ่านพ้นไปด้วยดีเลยทีเดียว สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ "โมโตจีพี" สนามที่ 15 ของฤดูกาล 2018 ในรายการ "พีทีที ไทยแลนด์ กรังปรีซ์" เมื่อช่วงระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัดการชิงชัยอีกหนึ่งมหกรรมกีฬาระดับโลกแบบนี้เป็นครั้งแรกอีกด้วย

 

ท่ามกลางแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตชาวไทย และชาวต่างชาติที่ได้เดินทางมาชมการประลองความเร็วแบบ 2 ล้อกันอย่างคับคั่ง

โดยตำแหน่งแชมป์รุ่นใหญ่สุด "โมโตจีพี" เป็นของ มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก 4 สมัยชาวสเปนของทีม เรปโซล ฮอนด้า ที่ปาดหน้าแซง อันเดรีย โดวิซิโอโซ่ นักบิดชาวอิตาเลียนของ ดูคาติ ทีม ในช่วงรอบสุดท้ายของการแข่งขันที่แข่งกันทั้งหมด 26 รอบ และผ่านธงตาหมากรุกเข้าเส้นชัยเป็นคันแรกด้วยเวลา 39 นาที 55.722 วินาที ทำให้ยอดนักบิดวัย 25 ปีมีลุ้นเข้าใกล้แชมป์ฤดูกาลนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังคงนำเป็นจ่าฝูงบนตารางสะสมคะแนนนักแข่งในอีก 4 สนามที่เหลือ ซึ่งตอนนี้มี 271 แต้ม นำหน้า โดวิซิโอโซ่ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 มี 194 แต้ม อยู่ถึง 77 คะแนน

นอกจากจะได้ดลฝีมือของเหล่านักบิดระดับโลก โดยเฉพาะ "เดอะด็อกเตอร์" วาเลนติโน่ รอสซี่ อดีตหนึ่งนักบิดระดับตำนานชาวอิตาเลียนของ โมบิสตาร์ ยามาฮ่า ที่ได้เดินทางมาร่วมประลองความเร็วแบบ 2 ล้อในดินแดนสยามกันแล้ว แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตชาวไทยยังได้ชมฝีมือของ 4 นักแข่งไทยที่ได้เข้าร่วมการชิงชัยในรายการนี้บนแผ่นดินเกิดอีกด้วย เริ่มจาก "ติ๊งโน้ต" ฐิติพงษ์ วโรกร นักบิดของ แซ็ค เรซซิ่ง ทีม ซึ่งได้สิทธิ์ไวลด์การ์ดลงแข่งรุ่นรองอย่าง โมโตทู เข้าเส้นชัยในอันดับ 18 ด้วยเวลา 39 นาที 38.324 วินาที

ส่วนอีก 3 คนลงแข่งในรุ่นเล็กสุด นั่นก็คือ โมโตทรี ปรากฎว่า "ก้อง" สมเกียรติ จันทรา นักบิดจากทีม ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยเแลนด์ ที่ได้สิทธิ์ไวลด์การ์ดให้เข้าชิงชัยในสนามนี้เป็นนักแข่งไทยที่ทำผลงานได้ดีที่สุด โดยติดกลุ่ม "ท็อปเทน" ใน 10 อันดับแรก หลังจบการชิงชัยด้วยอันดับ 9 เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 38 นาที 12.432 วินาที และเตรียมเลื่อนชั้นขึ้นไปแข่งให้ ฮอนด้า ทีม เอเชีย รุ่นโมโตทู ในปี 2019 อีกด้วย ส่วน "แสตมป์" อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักบิดของ วีอาร์ 46 มาสเตอร์ แคมป์ ทีม อีกหนึ่งคนที่ได้สิทธิ์ไวลด์การ์ดจบด้วยอันดับ 16 ด้วยเวลา 38 นาที 14.919 วินาที ด้าน "ชิพ" นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ นักบิดของ ฮอนด้า ทีม เอเชีย แบบเต็มฤดูกาลต้องออกจากการแข่งขัน เพราะประสบอุบัติเหตุรถล้มหลังชิงชัยไป 3 รอบ

นั้นคือเรื่องของผลการชิงชัยที่ถือว่า ประเทศไทย ประสบความสำเร็จในแง่ของการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเป็นอย่างดี ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ถือว่าประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน นั้นก็คือเรื่องของ การท่องเที่ยว เพราะจากการสำรวจเบื้องต้นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ในช่วงระยะเวลา 3 วันของการแข่งขัน "โมโตจีพี" มี ผู้เข้าร่วมงาน ประมาณ 205,000 คน แบ่งเป็นชาวไทย ประมาณ 153,750 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 75 ของผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด โดยเป็นผู้เข้าร่วมงานจาก จ.บุรีรัมย์ ประมาณ 10,250 คน หรือร้อยละ 6 ในขณะที่เป็นผู้เข้าร่วมงานชาวต่างชาติ ประมาณ 51,250 คน คิดเป็นร้อยละ 25 โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติสัญชาติออสเตรเลียมากที่สุด รองลงมาเป็น สวิสเซอร์แลนด์ และ อังกฤษ ตามลำดับ 

จากผลสำรวจดังกล่าวมีข้อมูลระบุว่า โมโตจีพี สามารถสร้าง รายได้ ให้ประเทศไทยได้มากถึง 3,100 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นใน จ.บุรีรัมย์ จำนวน 2,470 ล้านบาท และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น จ.ขอนแก่น, จ.สุรินทร์ จ.นครราชสีมา รวมจำนวน 630 ล้านบาท โดยสามารถแบ่งเป็นการใช้จ่ายในหมวดต่างๆ ได้แก่ ค่าพาหนะการเดินทางจำนวน 764 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.70, ค่าอาหารเครื่องดื่มประมาณ 679 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 21.90, ค่าที่พัก/โรงแรม จำนวน 642 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.70, ค่าซื้อสินค้าและของที่ระลึก จำนวน 517 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.70, ค่าใช้จ่ายอื่นๆ จำนวน 349 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.30 และค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง 146 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 4.70 

ทั้งนี้การจัดการแข่งขัน โมโตจีพี สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเป็น มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศทางตรงประมาณ 1,335 ล้านบาท, เป็นมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทางอ้อมประมาณ 1,701 ล้านบาท, ก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ 7,749 คน และเป็นการจ้างงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 3,831 คน คิดเป็นร้อยละ 49.44 ของการจ้างงานใหม่ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าภาครัฐจะจัดเก็บรายได้ในรูปแบบภาษีประมาณ 329 ล้านบาท


นอกจากนี้ ประเทศไทย ยังถูกยกระดับเป็น 1 ในจุดหมายปลายทางด้านการแข่งขันจักรยานยนต์ของโลกอีกด้วย เพราะคาดว่าจะมีสายตาของผู้ชมจากทั่วโลกที่ได้ชม โมโตจีพี ในบ้านเราผ่านการถ่ายทอดมากกว่า 800 ล้านคู่เลยทีเดียว จึงถือว่าเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่สามารถสร้างชื่อเสียง-เงินทองให้บ้านเราได้เป็นอย่างดี