ทุกคนต่างก็มีช่วงเวลาที่ดำดิ่งลงไปสู่พื้นที่แห่งความท้อกันทั้งนั้น ส่วนจะลอยกลับขึ้นมาได้ตอนไหน หรือ วิธีไหนนั้นคืออีกเรื่อง

เช่นกัน....ตลอดระยะเวลาที่ได้ติดตามทีมวอลเลย์บอลทั้งช่วงเวลาที่แข่งขัน หรือ ซ้อมเพื่อเตรียมทีม ผมเห็นความท้อมากมายลอยอยู่ แต่เชื่อเหอะว่าคุณจะไม่เห็นพวกเขาแสดงออกมาเป็นตัวอักษรให้คุณเห็นชัดๆ 

นั้นเพราะ...พวกเขาท้อ...แต่ไม่ยอมแพ้ในหน้าที่ของตัวเอง และ อีกอย่างพวกเขาคิดว่าการตอบที่ดีที่สุดคือการลงสนาม

ถ้าถามว่าพวกเขาแกร่งเกินมนุษย์เหรอ..."เขาก็คนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนเรานี่ล่ะ"

เพียงแต่เขามักจะระบายด้วยภาพหรือเลือกที่จะคุยกับครอบครัว และ ให้กำลังใจกันเองมากกว่า เพราะนี่คือพลังงานแหล่งใหญ่ที่สุดที่เขาจะดึงมาใช้ได้

คำด่า..คำต่อว่า มีผลอะไรไหม ?

ผมว่ามีนะ..อย่างที่บอกเขาก็คนธรรมดาคนหนึ่ง เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้ และ อีกอย่างคำด่าที่เขาควรเก็บไปคิด คือคำด่าจากโค้ช จากทีมงาน จากสต๊าฟ

ถ้ามัวมานั่งคิดว่าใครจะด่า ผมว่ามีโอกาสที่จะได้เจอเหตุการณ์แบบนี้นะ

เกมแต้มห่างแล้ว โค้ชต้องการจุดเปลี่ยน และ อยากให้ผู้เล่นได้ไปเก็บบรรยากาศการลงสนามในเกมใหญ่ เลยชี้ไปที่ผู้เล่นสำรองให้เปลี่ยนตัวลงไปเล่น

"โค้ชคะ อย่าส่งหนูลงได้ไหม หนูกลัวคนมาด่าในเฟสบุค หรือ ตั้งกระทู้ด่า ขอยืนในจุดสำรองหนูมีความสุขดีแล้วค่ะ" 
ฮ่าๆ....เราอาจจะเจอคำตอบแบบนี้ก็ได้ ถ้านักกีฬามัวแต่เก็บคำด่ามาคิด

การได้เข้ามาติดตามทีม มันทำให้ได้เห็นความเครียดที่ปกคลุมช่วงการฝึกซ้อม 
หลายครั้งมีน้ำตาจากนักกีฬา เพราะทำในสิ่งที่โค้ชต้องการไม่ได้
หลายทีมีสวนสัตว์ออกมาวิ่งเพ่นพ่านมากมาย ไม่ได้มีคำพูดจ๊ะจ๋าในการสั่งการ
ไหนจะมีอาการบาดเจ็บที่เดินทางแวะมาเยี่ยมอยู่ตลอดปี

ผมขอยกตัวอย่าง 1 ความท้อที่ผมมีความรู้สึกว่าเขาถูกกระแทกลงไปอยู่หลุมลึกของความสิ้นหวังในรายการเนชั่นส์ลีก

"เหมือนหนูไปฆ่าใครตายเลยเหรอพี่ ทำไมเขาถึงว่าหนูขนาดนี้"

ข้อความเด้งขึ้นมาในช่องแชท ผมไม่ได้ตอบในทันที เพราะพยายามประเมินสถานการณ์ก่อนว่าเขาต้องการคำตอบ หรือ ต้องการแค่ระบาย 

แต่เมื่อตีความกว้างๆ แล้ว ผมคิดว่าคำแนะนำของผมอาจจะไม่มีประโยชน์ถ้าเทียบกับการทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี 

เราคุยกันไม่กี่ประโยค ก็รู้สึกได้ว่าตัวอักษรของเขามีรอยยิ้มขึ้นมา และ รู้สึกว่าเขากำลังกลับเข้าสู่เส้นทางอีกครั้ง 

จนตอนนี้...การเล่นของเขาก็ถือว่าทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจไม่น้อย 

นั่นเพราะ...เขาเลือกก้มหน้าทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และ หยิบเอาคำแนะนำของคนในครอบครัว แฟนคลับที่ส่งกำลังใจ ที่สำคัญคือพลังนักสู้ของเพื่อนร่วมทีมที่คอยดึงกันและกันให้ลุกขึ้นมาได้

ทีมวอลเลย์บอลชุดนี้ อยู่กันเป็นครอบครัวพี่น้อง ช่วยเหลือกันและกันทั้งในสนาม และ นอกสนาม บางคนอยู่ด้วยกันมากกว่าอยู่กับครอบครัวจริงๆ ซะอีก ซ้อมด้วยกันทั้งปี เดินทางไปแข่งด้วยกันตลอด 

อีกอย่างที่ผมรู้สึกดี คือมุมมองของคนดูเริ่มเข้าใจมากขึ้น เพราะคนใหม่ๆ เข้ามาติดตามเยอะมาก บางคนยอมรับไม่ได้กับผลที่แพ้ แต่รายการนี้ดีนะ เพราะการแข่งขันนั้นทำให้พวกเขาได้เห็นแล้วว่าวอลเลย์บอลจริงๆ มันมีเรื่องความสูงเป็นองค์ประกอบ และ ทีมที่เราเจอนั้นคือสุดยอดทีมระดับโลกจริงๆ แต่เราก็สู้จนมาถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้

หากใครที่ท้อ ก็ลองมองชีวิตของนักกีฬาเป็นตัวอย่าง เอาไปปรับใช้  
เพราะคุณเชียร์พวกเขาได้ ก็ต้องสร้างกำลังใจให้กับตัวเองได้ด้วย

สู้ๆ นะครับ

 

เอก ประวิตร