สถานการณ์ของ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่เป็นไปกับ ลิเวอร์พูล ตอนนี้ ถ้าพูดว่าเหมือนคนตายแล้วกลับมาเกิดใหม่ มันก็คงไม่ผิดอะไรนัก

ตลอดช่วงเวลาราวๆ 3 กว่าปีที่ผ่านมา ดาวยิงจอมเซิ้ง ต้องเผชิญกับฝันร้ายเรื่องอาการบาดเจ็บมาตลอด แถมยังเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งร่าง ไม่ค่อยเป็นแผลซ้ำที่เดิมสักเท่าไหร่

นั่นคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ สเตอร์ริดจ์ ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปจากสายตาทุกคน ไม่เหลือเค้าโครงอดีตคู่หูกองหน้าผู้ร้อนแรงของ หลุยส์ ซัวเรซ เมื่อหลายปีก่อนอีกเลย

เจอร์เก้น คล็อปป์ เองก็ทราบถึงปัญหาของ สเตอร์ริดจ์ ดี ประกอบกับสไตล์การเล่นของดาวเตะรายนี้ ที่ไม่ค่อยจะลงล็อคกับระบบ เกเก้น เพรซซิ่ง เท่าไหร่นัก

ในช่วงที่ “หงส์แดง” ตัดสินใจปล่อยเจ้าตัวไปให้ เวสต์บรอมวิช ยืมใช้งานเมื่อซีซั่นก่อน เชื่อว่าแฟนๆ ร้อยทั้งร้อย ต่างก็ฟันธงไปในเสียงเดียวกันว่าอนาคตของ สเตอร์ริดจ์ ที่ ลิเวอร์พูล กำลังจะเดินทางมาถึงจุดจบแล้วอย่างเป็นทางการ!

แค่การถูกปล่อยไป “เดอะ แบ็คกี้ส์” มันคงตอกย้ำไม่พอ เพราะว่า “เต้ยโศก” ก็ถูกทุกคนหัวเราะเยาะใส่กันถ้วนหน้า ภายหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บฮามสตริงจากการลงสนามไปแค่ 3 นาที!

ขนาดอยากจะเล่นกับ เวสต์บรอม อย่างต่อเนื่องในตอนนั้น สเตอร์ริดจ์ ยังทำไม่ได้

ฤดูกาลที่แล้ว สเตอร์ริดจ์ ลงสนามให้ เวสต์บรอม ได้เพียง 15 นาทีก็เจ็บยาว

มันไม่แปลกอะไรกับการที่ผู้คนต่างก็ใส่ชื่อ สเตอร์ริดจ์ อยู๋ในลิสต์เบอร์ต้นๆ ที่ ลิเวอร์พูล คงจะขายทิ้งแน่ๆ และมันก็สอดคล้องกับสัญญาฉบับปัจจุบันที่กำลังจะหมดลงพอดี

อย่างไรก็ตาม โชคชะตาของคนเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอน – เพราะหลังจากที่มีการพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย ลิเวอร์พูล และ คล็อปป์ ตัดสินใจที่จะเก็บ สเตอร์ริดจ์ ไว้ใช้งานจนกว่าจะหมดสัญญา 1 ปีสุดท้ายนี้

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เต้ยโศก ได้ตัดสินใจเดิมพันอนาคตทุกอย่างของเขาไว้ในปีสุดท้ายที่ เมอร์ซี่ไซต์ เรียกได้ว่าถ้าหากไม่ได้สัญญาใหม่ เจ้าตัวก็คงถึงคราวต้องลดระดับลงไปเล่นให้กับทีมที่เล็กกว่า

พูดตรงๆ ว่านี่คือเป็นสถานการณ์คล้ายๆ กับคำที่ว่า “สุนัขจนตรอก” เขาได้สัมผัสกับช่วงชีวิตที่ตกต่ำสุดตอนได้รับบาดเจ็บที่ เวสต์บรอมวิช ก่อนจะมาพบว่าตัวเองกำลังได้รับโอกาสจาก คล็อปป์ อีกครั้ง

เมื่อเคลียร์อนาคตได้ลงตัวแล้ว สเตอร์ริดจ์ ก็มุ่งมั่นกับหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมกับสวดมนต์ไม่ให้อาการบาดเจ็บตามมาหลอกหลอนในฤดูกาลใหม่

ผลปรากฏว่า “สุนัขจนตรอก” ตัวนี้ ระเบิดตาข่ายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วง ปรี-ซีซั่น จนกลับมาเป็นที่พูดถึงของหลายๆ คน แต่คราวนี้เป็นการพูดในแง่ดี

ส่วนหนึ่งเราต้องบอกด้วยว่า สเตอร์ริดจ์ เองก็มีมุมมองเกี่ยวกับตัวเองที่เปลี่ยนไปจากเดิมด้วย ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขาเคยมองว่าตัวเองคือซูเปอร์สตาร์ของ “หงส์แดง” และต้องการการันตีตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ

Liverpool's manager Jurgen Klopp instructs striker Daniel Sturridge against Chelsea on 29 September 2018 (AFP/Getty Images)

การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง พร้อมกับทำประตูสำคัญๆ ให้ทีมได้บ่อยครัง้ในช่วงหลัง

ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าเขาไม่ใช่แข้งคีย์แมนสำคัญของสโมสร และมีฟอร์มที่เป็นรองทั้ง ฟีร์มีโน่ , ซาล่าห์ และ มาเน่ นั่นทำให้ สเตอร์ริดจ์ ยอมรับสถานะของตัวเองที่ แอนฟิลด์ มากขึ้น

เขาก้มหน้าก้มตาเล่นฟุตบอลต่อไป, มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ทำเต็มที่ และนั่นทำให้เขายิงไปแล้วถึง 4 ประตู จากทั้งหมด 7 เกม ที่เป็นตัวจริงบ้างสำรองบ้าง

วันนี้ สเตอร์ริดจ์ กลับมาเอาชนะใจเหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” ได้อีกครั้ง เสมือนว่าเข็มทิศแห่งโชคชะตาได้หมุนกลับมาหาเขาอย่างเต็มตัวแล้ว

ประตูล่าสุดที่ยิงใส่ เชลซี แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สเตอร์ริดจ์ กลับมามีความมั่นใจเต็มๆ เหมือนเมื่อครั้งก่อน ทำให้รู้สึกได้ว่าเขาคงจะได้มีโอกาสเซิ้งให้แฟนๆ ได้เฮฮาอีกไม่น้อยหลังจากนี้

การยึดตำแหน่งตัวจริงถาวรเลย คงเป็นเรื่องที่ยังห่างไกลตัวจนเกินไป แต่ถ้ามองถึงการยิงสัก 14-15 ประตูในซีซั่นนี้ เราต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้แน่ๆ กับทีมที่เน้นเกมบุกแบบ “เร้ด แมชชีน”

เพียงเท่านั้น มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขามีลุ้นกลับไปติดทีมชาติอังกฤษ , กลับไปเป็น 1 ในแข้งที่มีอิทธิพลสำคัญของทีม และอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ลุ้นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่บางอย่างในปีนี้

ลิเวอร์พูล เคยมี เดวิด แฟร์คลัฟฟ์ เป็นตำนานซูเปอร์ซับในยุคที่ทีมครองความยิ่งใหญ่ , แมนฯ ยูไนเต็ด ช่วงกุมอำนาจคับเกาะอังกฤษ ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เคยมี โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เป็นทีเด็ดในม้านั่งสำรอง

บางที สเตอร์ริดจ์ อาจเป็น 1 ในไพ่เด็ดที่จะตัดสินความเป็นไปของ ลิเวอร์พูล ในปีนี้ ก็เป็นได้

ยอดฝั๋น