คำกล่าวที่ว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" น่าจะเหมาะสำหรับชีวิตในช่วงเกือบหนึ่งทศวรรษของ "พญาเสือ" ไทเกอร์ วูดส์ มากที่สุด เพราะนับตั้งแต่ตอนที่มีปัญหาครอบครัวจนต้องเลิกรากับภรรยาคนแรกในปี 2010 หลังจากนั้นกราฟชีวิตของอดีตนักกอล์ฟมือหนึ่งโลกก็มีแต่ "สาละวันเตี้ยลง" อย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่จะเริ่มกลับคืนสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นในช่วงปีนี้

"พญาเสือ" เพิ่งคว้าแชมป์เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งเป็นรายการส่งท้ายฤดูกาลของพีจีเอทัวร์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และนั้นคือการกลับมาคว้ารายการใหญ่ในระดับอาชีพได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีอีกด้วย ท่ามกลางกลุ่มกองเชียร์ที่แห่กันมาเอาใจช่วยอดีตนักกอล์ฟอันดับ 1 ของโลกกันแบบล้นหลาม หลังเผชิญหน้ากับ "มรสุมชีวิต" ที่เข้ามากระหน่ำใส่แบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาชีวิตครอบครัว รวมถึงเรื่องของอาการบาดเจ็บที่ตามรุมเร้าเป็นประจำ ทำให้ชีวิตของอดีตนักกอล์ฟเบอร์หนึ่งโลกต้องออกทะเลไปแบบไม่ทีท่าว่าจะกลับคืนสู่ฝั่งได้เมื่อไร เพราะร้างราจากความสำเร็จที่คุ้นเคยไปแบบยาวนานมาก

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน "พญาเสือ" ได้ชูถ้วยแชมป์บริดจ์สโตน อินวิเตชั่นแนล ในวันที่ 4 ส.ค. ปี 2013 ท่ามกลางไฟสปอร์ตไลท์ที่สาดส่องมาที่นักกอล์ฟเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานั้น เพราะเป็นการคว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นสมัยที่ 8 และเป็นการซิวแชมป์ระดับอาชีพได้เป็นรายการที่ 79 อีกด้วย แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากนั้นยอดนักกอล์ฟลูกครึ่งไทย-อเมริกันจะไม่ได้สัมผัสแชมป์อะไรอีกเลย ซึ่งกินเวลามานานถึงครึ่งทศวรรษเลยทีเดียว ทำให้หลายๆ คนเคยปรามาสเอาไว้ว่าไม่น่าจะมีทางกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกต่อไป 

ไทเกอร์ เทิร์นโปรเล่นกอล์ฟอาชีพครั้งแรกในปี 1996 ด้วยวัยเพียง 20 ปี ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของวงการหวดก้านเหล็กอีกด้วย และเริ่มต้นความสำเร็จในอาชีพนักกอล์ฟจากการคว้าแชมป์ลาส เวกัส อินเตอร์เนชันแนล (ปัจจุบันใช้ชื่อแข่งขันว่า ไชรเนอร์ส ฮอสพิทัลส์ ฟอร์ ชิลเดรน โอเพ่น) ได้เป็นรายการแรกทันที ส่วนในปี 1997 สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น "มือหนึ่ง" ของโลกได้สำเร็จ หลังผงาดคว้าแชมป์มาสเตอร์ส ทัวร์นาเมนต์ รายการใหญ่ระดับเมเจอร์ได้ด้วยอายุแค่ 21 ปีเท่านั้น และนับเป็นแชมป์อายุน้อยสุดตลอดกาลของรายการนี้อีกด้วย

หลังจากนั้นชีวิตของ "พญาเสือ" ก็เป็นแบบ "ดาวค้างฟ้า" เพราะไล่กวาดถ้วยแชมป์แห่งความสำเร็จได้แบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะการคว้าแชมป์เมเจอร์ทั้ง 4 รายการได้ครบทั้งหมดรวมกันถึง 14 สมัย ไล่ตั้งแต่ แชมป์มาสเตอร์ส ทัวร์นาเมนต์ ได้ถึง 4 สมัย ในปี 1997, 2001, 2002 และ 2005, แชมป์พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ 4 สมัย ในปี 1999, 2000, 2006 และ 2007, แชมป์ยูเอส โอเพ่น 3 สมัย ในปี 2000, 2002 และ 2008 รวมถึงแชมป์ดิ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ 3 สมัย ในปี 2000, 2002 และ 2008 นอกจากนี้ยังเคยยึดบัลลังก์ "เบอร์หนึ่ง" ของโลกได้นานถึง 281 วันต่างหาก ซึ่งยังคงเป็นสถิติยาวนานที่สุดตลอดกาลจนถึงปัจจุบันนี้กันเลยทีเดียว

ก่อนที่ชีวิตจะเริ่ม "ดำดิ่ง" ในปี 2009 จากข่าวที่ว่าประสบอุบัติเหตุขับรถชนหัวปั๊มดับเพลิงในคฤหาสน์ส่วนตัว และภรรยา เอลิน นอร์เดเกรน ใช้ไม้กอล์ฟฟาดกระจกรถเพื่อช่วยเหลือสามีที่ติดอยู่ในรถยนต์ แต่สุดท้ายกลับถูกเปิดโปงว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเพราะ "พญาเสือ" ถูกจับได้ว่านอกใจภรรยา จึงโดนไม้กอล์ฟไล่ฟาดกลายเป็นเรื่องฉาวดังกล่าว และต้องเลิกรากับภรรยาในปี 2010 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของ ไทเกอร์ เป็นอย่างมาก แถมยังมีปัญหาบาดเจ็บที่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นที่ตกต่ำลงไปแบบน่าหายใจอย่างต่อเนื่องจนสูญเสียบัลลังก์มือหนึ่งถึงทุกวันนี้

แม้จะเผชิญหน้ากับมรสุมชีวิตมาเป็นเวลานานหลายปี แต่ตอนนี้ชีวิตของ "พญาเสือ" เริ่มเป็นเหมือน "ฟ้าหลังฝน" เพราะในปี 2018 สามารถกลับมาลงสนามได้แบบเต็มตัว พร้อมกับคว้าแชมป์ไปแล้วภึงรายการ เริ่มจากแชมป์วัลสปาร์ แชมเปี้ยนชิพ ในเดือน มี.ค. ก่อนจะเข้าป้ายรองแชมป์ระดับเมเจอร์ในรายการ พีจีเอ แชมเปียนชิพ เมื่อช่วงเดือน ส.ค. และล่าสุดได้แชมป์เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์รายการที่ 80 ในชีวิต หลังห่างหายจากความสำเร็จไปนานถึง 5 ปี

ตอนนี้ "พญาเสือ" สามารถขยับขึ้นไปรั้งมือ 13 ของโลก แม้จะมีคะแนนตามหลัง ดัสติน จอห์นสัน โปรรุ่นน้องร่วมชาติเดียวกันที่ครองตำแหน่ง "เบอร์หนึ่ง" บนตารางอันดับนักกอล์ฟชายของโลกล่าสุด แต่จอมเก๋าวัย 42 ปีพร้อมแล้วสำหรับการไล่ล่าบัลลังก์เดิมของตัวเองเพื่อกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่คุ้นเคยอีกครั้ง