นานแค่ไหนแล้วหนอ ? ที่เราไม่ได้เห็น ลิเวอร์พูล เปิดฤดูกาลชนะ 5 เกมซ้อนแบบนี้ ทันทีที่เข้าสู่เดือน ก.ย. หลายๆ คนก็เริ่มจะเป็นกังวลว่าทัพ “หงส์แดง” จะฝ่าโปรแกรมโหดผ่านไปได้ดีแค่ไหน

ด่านอรหันต์ทั้งหมด ถูกเริ่มนับ 1 จากเกมที่บุกเยือน ท๊อตแน่ม ฮอทสเปอร์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

ผลลัพธ์เป็นไปด้วยดีเกินคาด ชัยชนะ 2-1 นั้นยอดเยี่ยมมากๆ แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้วที่พวกเขาบุกไปพ่าย “ไก่เดือยทอง” ย่อยยับ พร้อมกับฟอร์มอันพังพินาศของ เดยัน ลอฟเรน

แต่แน่นอนว่า ในบรรยากาศแห่งความหอมหวานช่วงนี้ มันคงไม่มีอะไรดีไปเสียหมด เพราะ ลิเวอร์พูล ก็ยังแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนเล็กๆ ในบางจุดอยู่

ปัญหาแรกที่เห็นชัดๆ และดูคล้ายๆ ปมเมื่อซีซั่นก่อนเลยก็คือ การใช้โอกาสเปลือง ไม่ยอมฆ่าคู่แข่งให้ตายสนิทในช่วงที่มีโอกาส

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังที่ ลิเวอร์พูล ครองเกมเหนือ สเปอร์ส แบบเบ็ดเสร็จ และทุกอย่างก็ลงล็อคสุดๆ ตอนที่ ฟีร์มีโน่ ยิงทิ้งห่างให้ทีมนำเป็น 2-0

ถึงเวลานั้น ทัพ “ไก่เดือยทอง” ไม่มีทางเลือกใดๆ แล้ว นอกเหนือจากต้องเปิดเกมรุกเต็มตัว ซึ่งก็ทำให้กองหลังลอยสูง เปิดโอกาสเชื้อเชิญให้ “เร้ด แมชชีน” เล่นบอลโต้กลับเพื่อยิงประตูเพิ่ม

แต่ในช่วงเวลาสำคัญแบบนั้น แนวรุกทุกคนของทีมกลับไม่เน้น และยิงทิ้งยิงขว้างไปหมด จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเรื้อรังที่ 2 ตามมา! นั่นก็คือการโดนยิงในช่วงท้ายเกม

ทันทีที่ สเปอร์ส ตีไข่แตกสำเร็จ ลิเวอร์พูล ก็ต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก และหมิ่นเหม่ต่อการโดนตีเสมอสุดๆ ในจังหวะที่ ซน เฮือง มิน โดนสกัดคว่ำในกรอบเขตโทษ แต่ยังดีที่ผู้ตัดสินตาถั่ว ไม่เป่าให้เป็นจุดโทษ

หากเป็นเกมอื่นที่ไม่โชคดีแบบนี้ ลิเวอร์พูล ต้องโดนยิงตีเสมอไปแล้ว! แต่พวกเขาก็รอดมาได้ หรือจะบอกในอีกแง่หนึ่งคือ “หงส์แดง” ค่อนข้างโชคดีมากๆ แตกต่างจากซีซั่นที่แล้วที่ดวงจู๋สุดๆ

อีก 1 เรื่องที่หลายๆ คนเป็นกังวล ซึ่งคือตัวแปรที่ทำให้เกมรุกของ ลิเวอร์พูล ไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร นั่นก็คือแนวทางการเล่นของ ซาดิโอ มาเน่ และ โม ซาล่าห์ ที่ถูกลงความเห็นว่าเล่นเห็นแก่ตัวเหลือเกิน

3 ครั้งเน้นๆ ที่ ซาล่าห์ และมาเน่ ไม่จ่ายบอลให้เพื่อนที่มีโอกาสดีกว่า

จังหวะควรจ่ายไม่จ่าย ฝืนจังหวะในหลายๆ ครั้ง มีเพียงแค่ ฟีร์มีโน่ คนเดียวเท่านั้นที่เล่นตามธรรมชาติ

เชื่อว่าแต่ละคนคงมีความกดดันไม่เหมือนกัน บางที ซาล่าห์ อาจแบกความคาดหวังจากผลงานขั้นเทพเมื่อซีซั่นที่แล้ว ขณะที่ มาเน่ ก็เพิ่งเปลี่ยนมาสวมเบอร์ 10 และต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้เป็นรองแนวรุกตัวอื่นๆ 

ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจากเหตุผลอะไร แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะต้องพยายามแก้ไขเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

ยอดฝั๋น