ครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่นักกีฬาหญิงได้ถือธงไตรรงค์ นำนักกีฬาไทยเข้าสู่พิธีเปิดเอเชียเกมส์

ทุกมหกรรมการแข่งขันกีฬาตั้งแต่ระดับโรงเรียน ท้องถิ่น ประเทศ ภูมิภาค ทวีป หรือระดับโลก จะมีพิธีเปิดการแข่งขัน และหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของพิธีเปิดทุกครั้งคือการเดินขบวนเข้าสู่สนามของตัวแทนนักกีฬา โดยจะต้องมีผู้ถือธงนำมาเป็นหัวขบวน บุคคลที่จะได้รับเกียรติในการถือธงนั้นจะต้องเป็นบุคคลที่มีผลงานและความสำคัญต่อทีมของตนอย่างโดดเด่นจึงจะได้รับคัดเลือก

โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักกีฬาชายที่ได้รับเกียรตินี้ อาจจะด้วยเรื่องของผลการแข่งขันและความสำเร็จที่มากกว่า เพราะสมัยก่อนนักกีฬาหญิงจะมีอีเวนต์ให้แข่งขันจำนวนไม่เทียบเท่ากับทางผู้ชาย ทำให้โอกาสประสบความสำเร็จของฝ่ายหญิงจะน้อยกว่า หรืออาจจะพิจารณาถึงเรื่องความแข็งแรงทางสรีระร่างกายด้วย เพราะสมัยก่อนทั้งตัวธงและด้ามธงจะมีน้ำหนักมากอย่างยิ่งเพื่อความคงทนแข็งแรงในการใช้งาน

แต่แม้จะมีผลงานและความสำคัญต่อทีมเพียงใด บางครั้งก็อาจไม่ได้รับโอกาสถือธงนำขบวน แม้จะได้รับเลือกมาก่อน แต่ก็ต้องยอมสละสิทธิ์ด้วยเหตุของโปรแกรมการแข่งขันที่อาจตรงกับพิธีเปิดหรือกระชั้นชิดจนอาจส่งผลต่อการฟื้นฟูร่างกายก่อนลงทำการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้การได้ถือธงนำขบวนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสามารถแต่โชคชะตาก็มีผลเกี่ยวข้องอยู่ไม่น้อย

และนั่นทำให้ผู้ที่ถือธงชาติไทยนำทัพนักกีฬาไทยลงสู่สนามในพิธีเปิดกีฬาเอเชียนเกมส์ 17 ครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าทีมชาติไทยจะเข้าร่วมการแข่งขันทุกครั้ง และเป็นเจ้าภาพเองด้วยถึง 4 ครั้ง แต่กลับมีนักกีฬาหญิงได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้เพียงครั้งเดียว

หากย้อนกลับไปก่อนปี 2000 แล้วพูดถึง "เรวดี ศรีท้าว" คงไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จัก เพราะเธอคือนักกรีฑาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะในกีฬาซีเกมส์ ที่เธอคว้าเหรียญทองมาให้คนไทยได้ชื่นชมหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงการคว้าโอกาสลงแข่งขันในเอเชียนเกมส์และโอลิมปิกเกมส์อย่างต่อเนื่อง จนถือได้ว่าเป็นนักกีฬาหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของวงการกีฬาไทยในตอนนั้น ทั้งบุคลิกภายนอกทั้งโดดเด่นและผลงานที่จับต้องได้ ทำให้เธอได้รับเลือกให้เป็น “นักกีฬายอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย” ในปี 2540 จนมาถึงเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพในปี 1998 เธอจึงได้รับเลือกจากคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ให้ทำหน้าที่ถือธงชาติไทยนำทัพนักกีฬาไทยเข้าสู่สนามในพิธีเปิดการแข่งขันในครั้งนั้น

และนั่นนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวสำหรับนักกีฬาหญิงทีมชาติไทยที่มีโอกาสดังกล่าว

จนมาถึงการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ในปี 2018 หรือปีนี้ นับจากครั้งนั้นเป็นเวลา 20 ปีพอดี กว่าที่ทีมชาติไทยจะมีนักกีฬาหญิงถือธงชาติไทยเดินลงสู่สนามอีกครั้ง และผู้ได้รับเกียรติในครั้งนี้คือ ปลื้มจิตร์ ถินขาว กัปตันทีมวอลเลย์บอลสาวทีมชาติไทย

แม้ว่าจะมีผลการคัดเลือกออกมาแล้ว แต่อย่างที่บอกในตอนต้นว่า นอกจากความเหมาะสมในเรื่องผลงานในทีมชาติอันเป็นที่ยอมรับแล้ว ยังมีเรื่องของโปรแกรมการแข่งขันที่อาจเป็นเหตุผลสำคัญในการรับโอกาสถือธงไตรรงค์เข้าสู่สนาม 

กรณีของ "กัปตันหน่อง" ไม่มีใครติดใจสงสัยเรื่องความสามารถและผลงานกับทีมชาติไทยอย่างแน่นอน การรับใช้ทีมชาติมากว่า 20 ปี ผ่านกีฬาเอเชียนเกมส์มาแล้ว 4 ครั้ง รวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ผลงานที่ดีสุด คือการนำทีมลูกยางสาวไทย คว้าเหรียญทองเเดงในการเเข่งขันเอเชียนเกมส์ เมื่อปี 2014  ซึ่งถือเป็นเหรียญรางวัลเเรกในรอบ 48 ปี รวมถึงในซีเกมส์ที่กวาดแชมป์มา 6 สมัยรวด ผลงานในระดับทวีปและระดับโลกที่การันตีความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง 

แต่พิธีเปิดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2561 เวลา 19.00 น. ขณะที่โปรแกรมการแข่งขันเกมแรกของทีมวอลเลย์บอลสาวทีมชาติไทยที่จะต้องลงสนามพบกับทีมชาติฟิลิปปินส์ ในวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 เวลา 12.30 น. ซึ่งเท่ากับว่า หลังจบพิธีเปิดแล้ว "กัปตันหน่อง" จะมีเวลาฟื้นฟูสภาพร่างกายไม่ถึง 1 วัน ทำให้ทางหัวหน้าคณะนักกีฬาไทยอย่าง "บิ๊กต้อม" ธนา ไชยประสิทธิ์ ต้องสอบถามและขออนุมัติจากสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย เพื่อให้ปลื้มจิตร์ได้ทำหน้าที่ครั้งนี้ ซึ่งทาง "โค้ชด่วน" ดนัย ศรีวัชรเมธากุล หัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์หญิงทีมชาติไทยได้อำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

ด้านปลื้มจิตร์เองก็มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะจะว่าไปเอเชียนเกมส์คราวนี้จะเป็นการลงสนามในนามทีมชาติไทยเป็นครั้งสุดท้ายของเจ้าตัวอีกด้วย ซึ่งเธอได้เผยความรู้สึกว่า "ดีใจนะคะที่ได้รับเกียรติให้ถือธงนำคณะนักกีฬาเข้าสนามในพิธีเปิดเอเชียนเกมส์ในครั้งนี้ คือเราเป็นนักกีฬาผู้หญิงด้วย ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้รับหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ รู้สึกภูมิใจมากๆ ต่อประเทศชาติ ต่อตัวเอง และ ครอบครัว"

นี่อาจเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ที่ช่วยชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยก้าวผ่านมุมมองการแบ่งแยกเรื่องของเพศไปแล้ว ไม่ว่าหญิงหรือชายหากมีความสามารถและความเหมาะสมเพียงพอ ทุกคนย่อมได้รับโอกาสในการเป็นตัวแทนประเทศชาติทำหน้าที่อันทรงเกียรติที่แม้จะเพียงหนึ่งเดียว แต่นั่นคือจุดศูนย์รวมใจของทัพนักกีฬาและทัพกองเชียร์ชาวไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สู้เพื่อประเทศชาติ คว้าชัยเพื่อคนไทย #ไทยเชียร์ไทย