ต้องขอแสดงความยินดีปรีดากับ ฝรั่งเศส ด้วยจริงๆ กับการขึ้นคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ภายหลังจากที่คว้าชัยเหนือ โครเอเชีย ไปได้ 4-2 ปิดฉากศึก เวิลด์ คัพ 2018 ที่ประเทศรัสเซีย อย่างเป็นทางการ

ในความยอดเยี่ยมของทัพ “เลส์เบลอส์” เราสามารถพูดได้ว่ามันมีปัจจัยมากมายที่ช่วยส่งเสริมให้พวกเขาก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จสูงสุดในครั้งนี้ ซึ่งเราจะขอวิเคราะห์แยกออกมาหลักๆ เป็น 5 ข้อ! ส่วนจะมีอะไรบ้าง ไปติดตามกันได้เลยครับ

1. การยึดตัวจริงของ ก็องเต้ และ เอ็มบาปเป้

Pair | Kylian Mbappe and N'Golo Kante playing together for France

หากเทียบกับทีมชุด ยูโร 2016 ก็องเต้ นั้นถึงแม้จะกำลังแจ้งเกิดขึ้นมาอย่างร้อนแรง และทำได้ดีในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้รับความไว้วางใจถึงขั้นต้องถูกส่งลงสนามเป็นตัวจริงทุกครั้ง ซึ่งต่างกับหนนี้ ที่เจ้าตัวกลายเป็นขาประจำ แถมยังเล่นดีสม่ำเสมอทุกเกมยิ่งกว่าสมัย มาเกเลเล่ พีคๆ เลยด้วยซ้ำ ขณะที่ เอ็มบาปเป้ นั้นหนักกว่า เพราะเจ้าตัวยังถูกเมินในทีมชุดใหญ่อยู่ และติดภารกิจในการเล่นทีมชุดเยาวชน

2. ขุมกำลังวัยหนุ่มไล่เลี่ยกัน ไร้มาเฟียในทีม

L'équipe de France: Paul Pogba, Samuel Umtiti, Raphaël Varane, Lucas Hernández, Benjamin Pavard, Hugo Lloris, Antoine Griezmann, N'Golo Kanté, Ousmane Dembélé, Corentin Tolisso et Kylian Mbappé - Match de coupe du monde de la France contre l'Australie au stade Kazan Arena à Kazan, Russie, le 16 juin 2018. La France a gagné 2-1. © Cyril Moreau/Bestimage

หลายๆ คนเคยแสดงความเป็นห่วง ฝรั่งเศส เอาไว้ช่วงก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ว่านักเตะมีประสบการณ์น้อยกว่าทีมอื่นๆ แถมยังแทบไม่มีแข้งตัวเก๋าที่พอจะประคองเด็กเหล่านี้ได้เลย แต่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดกลับส่งผลดีทางอ้อม เพราะกลุ่มแข้งเหล่านี้มีความสมานสามัคคี ไร้ปัญหาเรื่องมาเฟียกร่างภายในแคมป์เหมือนยุคก่อนๆ แถมผู้เล่นหนุ่มๆ หลายต่อหลายคนถึงแม้จะอายุไม่เยอะ แต่กลับเก๋าเกินวัยอย่างเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น กรีซมันน์ , ป๊อกบา , วาราน หรือ ลูก้า เอร์นานเดซ

3. แบ็คโฟร์จากจุดอ่อน กลายเป็นจุดแข็ง

Une charnière qui couine

แผงแนวรับ 4 คนของ ฝรั่งเศส ชุดนี้ประกอบไปด้วย วาราน , อุมตีตี้ , ลูก้า เอร์นานเดซ และ ปาวาร์ ซึ่งต้องบอกว่าชั่วโมงบินรวมๆ กันแล้วค่อนข้างน้อยมาก โดยมีแค่ วาราน เท่านั้นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากที่สุด ส่วนหนึ่งก็เพราะ โลร็องต์ กอสเซียลนี่ ดันเจ็บก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ แต่ทุกอย่างกลับพลิกตารปัตร เมื่อแบ็คโฟร์รุ่นเด็กชุดนี้ของ “เลส์เบลอส์” เล่นกันได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะแบ็คขวาโนเนมอย่าง ปาวาร์ ที่ทำได้ดีเหลือเชื่อ นอกจากนี้ 3 ใน 4 คนของพวกเขาก็สามารถพังประตูได้ทั้งหมดในการแข่งขันรอบน็อคเอาท์ ซึ่งต่างก็เป็นประตูสำคัญทั้งนั้น

4. เชื่อใจ เดส์ช็องส์ ให้คุมต่อแพ้ชวดแชมป์ยูโร

Didier Deschamps got his hands on the trophy again after captaining France to victory in 1998 (Owen Humphreys/PA)

การพลาดแชมป์ ยูโร 2016 อย่างน่าเขกกะโหลกในบ้านเกิดของตัวเอง เกือบจะทำให้ "เดเด้" ไม่ได้อยู่กุมบังเหียนทัพ “ตราไก่” ต่ออยู่แล้ว แต่ ส.ลูกหนังของ ฝรั่งเศส ก็เลือกที่จะเชื่อใจฝีมือให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไป ซึ่ง เดส์ช็องส์ ก็ตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่าด้วยตำแหน่งแชมป์ที่ยิ่งใหญ่กว่า แถมยังสร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นคนลูกหนังรายที่ 3 ต่อจาก ฟรานซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ และ มาริโอ ซาการ์โล่ ที่คว้าแชมป์โลกมาครองได้ทั้งในฐานะนักเตะและเทรนเนอร์

5.คีย์แมนท๊อปฟอร์มตามที่แฟนๆ คาดหวังเกือบทุกตัว

สำหรับ ฝรั่งเศส ชุดนี้ นักเตะที่ทุกคนฝากความหวังไว้ค่อนข้างสูง ก็จะประกอบไปด้วย กรีซมันน์ , ป๊อกบา , เอ็มบาปเป้ , ก็องเต้ , วาราน และ มาตุยดี้ ซึ่งทุกคนต่างสามารถเล่นได้อย่างท๊อปฟอร์มทุกหน่อ โดยอาจมีเพียง อูโก้ โยริส นายด่านกัปตันทีมเพียงคนเดียว ที่ออกลูกเหวอไป 2 นัด แต่เขาก็แก้ตัวด้วยการเซฟลูกสำคัญหลายๆ ครั้ง ขณะที่ ชิรูด์ นั้นถึงแม้จะชื่อเสียงโด่งดัง แต่ก็ไม่ได้ถูกคาดหวังอะไรมากมาย

นั่นคือปัจจัยทั้งหมดที่เรามองว่าทำให้ ฝรั่งเศส ก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้สำเร็จ และทีมชุดนี้ก็ยังมีอนาคตรออยู่อีกไกล ซึ่งเวที ยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ก็จะเป็นอีก 1 บทพิสูจน์ว่าทัพ “ตราไก่” ชุดนี้ จะสามารถตามรอยทีมชุดพี่ๆ ของ ซีดาน และผองเพื่อน ที่เคยต่อยอดจากแชมป์โลกสู่แชมป์ยุโรปได้ทันทีหรือไม่

นับเป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่งนักครับ 

ยอดฝั๋น